2019F_Sapporo

ทริปนี้เริ่มจากความอยากไปเห็นหิมะของที่บ้านเรา ก็เลยมาลงตัวที่ซัปโปโรเพราะใกล้ ไม่ต้องใช้เวลาหลายวัน และช่วงที่จองเป็นช่วงตั๋วโปรพอดี ไม่มีเหตุผลมากกว่านี้แล้ว ไปกันเลยดีกว่าค่ะ! ซึ่งจากแพลนด้านล่างนี้จะเห็นว่าเปลี่ยนโรงแรมบ่อยมากเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินจากสายการบิน ก็เลยต้องปรับแผนใหม่ และได้เที่ยวเพิ่มอีกวันนึง

Day 1

จากสิ่งที่ได้รับรู้มา ถ้าต้องมาเยือนซัปโปโร ก็คงต้องเริ่มกันที่คลองโอตารุ ที่มักจะถูกบรรจุอยู่ในแผนการท่องเที่ยวซัปโปโรโดยส่วนมาก จึงต้องมาให้เห็นซักหน่อย แต่เมื่อได้มาถึงจริงๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรน่าตื่นเต้นมากนัก…

นอกจากเรื่องคลองแล้ว ตามคำบอกเล่าของเพื่อน เมืองนี้มีชื่อเสียงเรื่องกล่องดนตรีมาก มากเสียจนเราสามารถพบเจอร้านขายกล่องดนตรีได้แบบห่างกันแค่ระยะข้ามหัวมุมถนน แต่สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือของดีอย่างสุดท้ายที่เราจะกล่าวถึง นั่นก็คือผลิตภัณฑ์ขนมนมเนยต่างๆ จากนมฮอกไกโด มันเนียนละมุนนุ่มอย่างที่เค้าว่ากันจริงๆ เป็นสัมผัสที่ควรค่าแก่การเก็บไว้ในร่างกายเยอะๆ ค่ะ ฮ่าๆ

Day 2-3

วันนี้พวกเราเริ่มออกเดินทางไปยัง Niseko แต่เช้าด้วยรถ Chuo Bus ซึ่งจองไว้ล่วงหน้า แล้ววันเดินทางก็ไปรับตั๋วที่เคาน์เตอร์ใช้เวลาไปค่อนวันเลยกว่าจะถึง ระหว่างทางก็จะเห็นวิวภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะเป็นระยะๆ เหมือนในการ์ตูนญี่ปุ่นเลย ปลายทางของรถบัสนี้จะจอดที่ Hirafu Welcome Center ที่นี่เหมือนเป็นจุดจอดรถจากทุกที่และเป็นลานสกีไปด้วย เมื่อมาถึง เราก็แค่รอรถจากโรงแรมมารับ ซึ่งโรงแรมที่เราจองเค้าจะมีรอบรับส่งตามเวลาตลอดทั้งวัน และไปจอดตามจุดสำคัญต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนเล่นสกีโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นสัดส่วนเกือบทั้งหมดของคนที่เดินทางมาที่นี่

ที่ Niseko มีลานสกีหลายแห่งไม่ใช่เฉพาะในสกีรีสอร์ต 4 รีสอร์ตใหญ่เท่านั้น แต่ที่เราไม่เคยรู้เลยคือ ที่นี่ฝรั่งอยู่เยอะมากจนแทบจะเป็นประชากรหลักของเมืองนี้ เพราะไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวที่เป็นฝรั่ง แต่บริการต่างๆ ตั้งแต่เจ้าของยันพนักงานในร้านอาหาร โรงแรม ร้านเช่าอุปกรณ์ ก็เป็นต่างชาติแทบทั้งสิ้น นี่ก็เลยเป็นสิ่งที่ประหลาดใจสำหรับเรา จริงๆ ในเมืองไทยแบบนี้ก็มีนะคะ ที่เคยเจอก็คือที่เขาหลัก จ.พังงาค่ะ เพราะฉะนั้นมันก็จะได้อีกฟีลนึงในการมาญี่ปุ่นครั้งนี้

หลังจากที่เดินสำรวจเมืองและสังเกตุการณ์ที่ลานสกีเพื่อดูลาดเลา และกลับไปเตรียมตัวเตรียมใจคืนนึง วันที่รอคอยก็มาถึง การลองเล่นสกีครั้งแรกในชีวิตก็เริ่มขึ้นในวันที่สาม เราตกลงเลือกลานสกีเล็กๆ ชื่อ The Vale เพราะประเมินความสามารถแล้ว ถ้าไปเล่นที่ Hirafu Center นี่ต้องตายแน่ๆ ที่ The Vale นี้จะเป็นลานสกีที่ดูชันน้อยกว่า และมีทั้งคนที่มาเริ่มเรียนสกี/สโนว์บอร์ด หรือนักเรียนญี่ปุ่นที่มากับคุณครู ก็ทำให้พวกเราไม่รู้สึกประหลาดมาก

สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มลองสกีครั้งแรก อย่าไปอาจหาญขึ้นกระเช้าเป็นอันขาด ให้แบกสกีเดินขึ้นไปเล่นบนเนินเตี้ยๆ ก่อน เอาแค่ทรงตัวได้โดยไม่ล้ม บังคับเลี้ยวหรือหยุดให้ได้ก่อน ถึงค่อยคิดจะขึ้นกระเช้าไปเล่นสูงๆ ได้ นอกจากจะปลอดภัยกับตัวเราเองที่ไม่หน้าทิ่มตกเขาลงมาแล้ว ก็ยังเซฟคนอื่นที่เค้าเล่นกันอย่างจริงจังด้วย คิดภาพว่าเจ้าสกีนี่มันลื่นมากๆ แล้วเราก็ไถมันลงมาแบบควบคุมทิศทางไม่ได้ มันอาจจะไปชนคนอื่นให้เกิดอุบัติเหตุล้มกลิ้งลงมาเป็นพินโบว์ลิ่งได้เลย เพราะเหตุนี้ ตลอดทั้งครึ่งวันเช้าพวกเราก็ล้มแล้วลุกจนเหงื่อออกอยู่แถวๆ ตีนเขานั่นแหละ แม้ว่าอุณหภูมิจะหนาวเย็นแค่ไหนก็ตาม…

ตกบ่ายก็ได้เวลาเดินทางกลับเข้าตัวเมืองซัปโปโรอีกครั้ง ด้วยการไปรอขึ้นรถที่ Hirafu Welcome Center ที่เดิม ไปลงที่สถานี Sapporo เหมือนเดิมในเวลาใกล้ค่ำ วันนี้ทุกคนเหนื่อยมาก เลยปล่อยเข้าโรงแรมพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อลุยวันสุดท้ายเต็มๆ อีกวันค่ะ

Day 4

วันนี้เป็นวันที่รอคอยอีกวันนึงของเรา เพราะเราจะเดินทางไปยัง The Hill of Buddha หรือ Makomanai Takino Cemetry ซึ่งออกไปไกลจากตัวเมืองนิดนึง จากสถานี Sapporo ไปลงที่สถานี Makomanai และนั่งรถบัสต่ออีกประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงค่ะ

ความน่าสนใจของที่นี่ก็คือ สุสานแห่งนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น Tadao Ando ท่านมีผลงานที่น่าสนใจอยู่หลายแห่งทั่วโลก นอกจากนั้น ถ้าหากมาต่างฤดู แต่ละฤดูก็จะไม่เหมือนกัน หากมาในฤดูใบไม้ผลิ คุณจะพบกับพระพุทธรูปที่โอบล้อมด้วยเนินลาเวนเดอร์สีม่วง แต่เราเลือกจะมาในฤดูหนาว ก็จะเจอกับเนินหิมะขาวโพลนโอบรอบองค์พระ ให้ความรู้สึกสงบนิ่ง เยือกเย็น

หลังจากเดินดูจนพอใจแล้ว ก็กลับมาขึ้นรถบัสรอบถัดไปที่จุดเดิมทันพอดี เพื่อกลับเข้าเมืองและไปทานกลางวันกันที่ตลาดปลา Nijo ขอแนะนำร้านนี้ ไม่รู้ชื่อร้านอะไรค่ะ อยู่หัวมุม อาหารทะเลสดมาก อร่อยมาก (Location) เดินทะลุซอยจากหน้าร้านอาหารทะเลออกมา ก็จะเป็นร้านชาที่รุ่นพี่แนะนำมาและเราก็อยากแนะนำต่อ เป็นร้านชาเล็กๆ หน้าตาธรรมดา แต่นอกจากเค้าจะขายชาเป็นถุงๆ ให้ซื้อกลับบ้านแล้ว เค้าก็ยังมีของหวานให้ได้นั่งทานไป ถ้าชอบของหวานสายขมก็ต้องมาร้านนี้เลย แถมยังนั่งคุยกับเจ้าของร้านเรื่องชาไปด้วยได้อย่างเพลิดเพลิน คุณลุงเจ้าของร้านก็ใจดีมาก ชงชาพร้อมเล่าที่มาของชาให้เราไปพร้อมๆ กัน สุดท้ายก็ต้องอุดหนุนคุณลุงกันไปคนละห่อสองห่อ เพราะชาคุณลุงดีจริงๆ ค่ะ (Location ร้านชา)

พออิ่มพุงทั้งคาวหวานแล้ว ก็ต้องไปอิ่มใจกับการชอปปิ้งซื้อของฝากกันต่อ ในละแวกใกล้ๆ เราเดินเจอ Shopping street โดยบังเอิญระหว่างทางกลับไปสถานีรถไฟ และก็ได้ของตามที่ต้องการเสร็จสรรพพอดีเวลาอาหารเย็น จึงปิดท้ายทริปนี้ด้วยเจงกิสข่าน ร้านปิ้งย่างที่เป็นเนื้อแกะล้วนตามคำแนะนำของรุ่นพี่คนเดิม ตัวร้านเป็นคอนเทนเนอร์สองชั้น เห็นทีแรกก็แอบกลัวว่านี่ใช่แน่รึป่าว แต่เห็นป้ายบอกว่าให้ขึ้นไปชั้นสอง ก็ลองดู (Location ร้านเจงกิสข่าน)

พอขึ้นไปถึงก็จะเจอกับบาร์ยาว เต็มที่ทั้งร้านนั่งได้ไม่เกิน 15 คน โชคดีที่เราไปถึงก่อนหกโมงเย็น จึงยังมีที่ว่างอยู่ ข้างในก็ควันขโมงเลยแหละ การกินก็ง่ายมากเพราะมีเนื้อแกะอย่างเดียว ไม่ต้องคิดเยอะ เมนูอื่นๆ ก็จะเป็นเครื่องเคียงกันไป ทุกคนจะมีเนื้อแกะเป็นของส่วนตัวแต่ละคน เนื้อแกะร้านนี้ถือว่าดีมากๆ กลิ่นสาปไม่มีเลย กินกับเบียร์ไปด้วยก็ได้บรรยากาศดีค่ะ

สำหรับทริปนี้สิ่งที่ประทับใจสุดๆ ไปเลยก็ต้องยกให้เรื่องอาหารค่ะ มาที่นี่ถ้าไม่กินเนื้อวัวเนื้อแกะ ก็ต้องกินอาหารทะเล ไม่ว่าจะแบบสุกหรือแบบดิบก็อร่อยทั้งสิ้น เพราะมันสดมาก! เราเพิ่งเคยได้กินปลาอาจิย่างแบบที่พอกินเข้าไปก็รู้เลยว่านี่คือปลาอาจิที่สดจริงๆ เพราะไม่มีกลิ่นคาวและเนื้อเด้งเป็นก้อน เพราะฉะนั้นสำหรับเราตอนนี้ ถ้าพูดถึง Sapporo เราคงไม่นึกถึงสกีหรือหิมะ แต่จะนึกถึงอาหารสดๆ อร่อยๆ แทนค่ะ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ เจอกันทริปหน้าค่าา : )


Instagram @sologirloutthere | Facebook @sologirloutthere