2019Fr_London

ตอนเด็กๆ คุณเคยฝันอยากจะไปประเทศไหนเป็นที่แรก?

ในโลกของเด็กหญิงคนหนึ่งเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนก็มีอยู่ไม่กี่ประเทศหรอก เด็กหญิงคนนั้นก็มีความคิดขึ้นมาว่า ประเทศที่ฉันอยากจะเดินทางออกนอกประเทศเป็นที่แรกก็ประเทศอังกฤษนี่แหละ!! … แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป passion ที่เคยให้กับประเทศนี้ก็ถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นในประเทศอื่นๆ มากกว่า และแทบไม่ได้สนใจมันอีกเลย จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2019 เพื่อนมาชวนออกทริปแบบไม่มีหมุดหมายในใจ ก็ลองเช็คตั๋วกันไปมา สุดท้ายมาลงตัวที่ลอนดอน เพื่อกลับไปเยี่ยมเพื่อนในจินตนาการของพวกเรา Harry Potter : )

สถานที่ที่เราไม่อยากพลาดนั้นส่วนใหญ่ต้องจองล่วงหน้า (นานเท่าไหร่ยิ่งดี) เนื่องจากเป็นจุดที่คนทั่วโลกอยากมา เช่น Warner Bros. Studio Tour ซึ่งเต็มเร็วมาก และเราจองล่วงหน้าประมาณเดือนกว่าๆ ก่อนที่จะรู้ว่าเค้าจะเปิดโซนธนาคารกริงกอตส์ในวันรุ่งขึ้นหลังจากวันที่เราจองไป ก็แอบเสียดายมากๆ หลังจากนั้นช่วงใกล้วันเดินทาง เค้าก็มีประกาศเปิดการแสดง Harry Potter and the Cursed Child ช่วงที่เราจะไปพอดี คนก็เข้าไปจองกันเยอะมาก วันที่มีอยู่ก็ขยับอะไรไม่ทันแล้ว ก็เลยต้องปล่อยไป เพราะฉะนั้นแผนการเที่ยวคราวนี้บางที่คือเลือกวันหรือเวลาตามความสะดวกไม่ได้มาก ต้องปรับไปตามเวลาที่จองได้

Day 1: Magic world is real

หลังจากการเดินทาง 13 ชั่วโมงแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น เราก็เช็คอินโรงแรม เปลี่ยนชุด เติมพลังแล้วก็เริ่มออกสำรวจเมืองกันเลย

จากที่เคยไปหลายๆ เมืองใหญ่ในยุโรป เราก็มีความคาดหวังว่าผู้คนที่ลอนดอนน่าจะมีความเคร่งครัดในกฎระเบียบมากกว่าที่อื่นๆ จากคำนิยามที่ว่า เมืองผู้ดีอังกฤษ แต่เมื่อได้สัมผัสเมืองนี้จริงๆ ก็พบว่ามีความตามใจฉันในหลายๆ อย่าง เช่น การข้ามถนนโดยที่ไม่รอสัญญาณไฟ หรือเวลาเรากำลังถ่ายรูปให้เพื่อนอยู่ ก็มักจะเดินผ่านหน้ากล้องเข้ามาเลยโดยไม่แคร์ เป็นต้น พอผ่านไปวันสองวัน จึงพอเข้าใจได้ว่าเมืองนี้มีความสบายๆ มากกว่าที่เราคิด

เนื่องจากเราได้คิวเข้า Warner Bros. Studio Tour เวลา 16.30 น. ช่วงบ่ายเราจึงจอง Afternoon tea ของร้าน Dominique Ansel ไว้เวลาบ่ายสอง คอร์สที่เราเลือกคือ Signature มีทั้งหมด 10 เมนูและเลือกชาได้ 1 อย่าง ราคา 42 GBP การดีไซน์เมนูเป็นการเล่าเรื่องของดอกไม้ตั้งแต่เป็นเมล็ด ผลิดอก จนถึงบานเต็มที่ แบ่งเป็น savory 5 เมนู คั่นด้วย scone และต่อด้วย sweet 4 เมนู เราชอบเซ็ต savory มากกว่า สัมผัสและรสชาติดี ส่วนเซ็ต sweet เราว่ามันหวานเกินไป แต่เรื่องความสวยงามเราให้คะแนนเต็ม!

ดื่มชาเสร็จก็ต้องรีบออกเดินทางต่อไปยัง Warner Bros. Studio โดยนั่งรถไฟไปลงที่สถานี Watford Junction เมื่อออกมาจากสถานีจะเจอกับจุดขึ้นรถบัสไปยังสตูดิโอชัดเจน จุดนี้ต้องแอบเผื่อเวลารอคิวขึ้นรถอีกประมาณ 15-20 นาทีนะคะ เราไม่ได้เผื่อตรงนี้ไว้เลย มองดูเวลาก็คิดว่าน่าจะไปถึงเลทแน่นอน แต่ก็ต้องรอคิวต่อไป เมื่อไปถึงก็ต้องไปปริ๊นตั๋วและพร้อมกับได้รับ passport 1 เล่ม แล้วจึงมาต่อคิวเข้าสตูดิโอค่ะ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าสามารถเลทได้ 30 นาที ซึ่งเวลาบนตั๋วที่ปริ๊นมาคือ 16.57 น. เฉียดฉิวมากกกก

เมื่อเดินผ่านจุดตรวจสัมภาระเข้ามาด้านใน ก็จะเจอกับมังกรตัวยักษ์ลอยอยู่ด้านบน ให้เดินลอดเจ้ามังกรนี้ไปยังทางเข้าสตูดิโอซึ่งอยู่ทางขวามือ พอเข้าไปก็จะเจอกับห้องที่มีการกั้นเป็นทางเดินขดไปมาเพื่อให้เดินเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบ ระหว่างสองข้างทางก็จะมี display เป็นห้องใต้บันได และรูปภาพต่างๆ คนก็จะหยุดยืนดูนานๆ ค่อนข้างเยอะ ซึ่งถ้าไม่ได้สนใจก็สามารถเดินลัดเลาะผ่านไปได้ค่ะ

ที่สุดทางเดินของห้องนี้ก็จะมาเจอห้องโถงและมีประตูบานใหญ่พร้อมกับเจ้าหน้าที่ยืนคอยอยู่เพื่อรอให้คนเข้ามารวมตัวกันตรงนี้จนเต็มห้องโถง จากนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นการกล่าวทักทายและแนะนำสตูดิโอแห่งนี้ พร้อมกับข่าวดีที่ว่าเค้าจะเปิดโซนธนาคารกริงกอตส์ที่มีกำหนดเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้นให้เราได้เข้าไปดูด้วย โชคดีมากกกกกกก เมื่อวิดีโอจบประตูก็เปิดออก ไปเจอกับห้องฉายภาพยนตร์เพื่อเล่าเรื่องแบบรวบรัดเกี่ยวกับ Harry Potter สั้นๆ และหลังจอภาพยนตร์นั้น ก็เป็นประตูห้องโถงใหญ่โรงเรียนฮอกวอตส์นั่นเอง

เมื่อเข้ามาเจอกับห้องโถงใหญ่แล้ว จากนี้ทุกคนสามารถเดินดูได้อย่างอิสระ ถัดจากห้องโถงใหญ่ไปจะเจอกับโถงที่ใหญ่กว่าซึ่งเป็นการจัดแสดงฉากและอุปกรณ์ประกอบฉากที่ใช้ในภาพยนตร์ ตรงนี้คือละลานตามาก ใช้เวลานานมากกับห้องนี้เพราะทุกอย่างล้วนน่าเข้าไปดูใกล้ๆ ทั้งนั้น ว่ามันคืออะไรอยู่ในฉากไหนตอนไหน แต่อย่าดูเพลินจนลืม passport ที่ได้รับมาตอนปริ๊นตั๋วนะคะ ในนั้นเราต้องปั๊มตราตามจุดต่างๆ และตอบคำถามด้วยนะคะ ถ้าทำได้ครบก็ไม่ได้อะไรหรอกค่ะ ได้ความภาคภูมิใจแค่นั้นแหละ ฮ่าๆ

ถัดจากโถงนี้ก็จะเข้าสู่เขตป่าต้องห้าม และต่อด้วยชานชาลาที่ 9 ¾ สถานีรถไฟ King’s Cross จบโซนนี้ก็จะมีคาเฟ่ให้นั่งพักดื่ม Butter bear ให้หายเหนื่อย เมื่อนั่งมองออกไปจากด้านใน ก็จะเห็นรถเมล์อัศวินราตรี บ้านในซอยพรีเว็ต และสะพานฮอกวอตส์ จัดแสดงไว้ด้านนอก ซึ่งเมื่อเดินผ่านบริเวณนี้ไปก็จะกลับเข้าสู่ตัวอาคารอีกครั้ง ก็จะพบกับห้องของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในเรื่อง แสดงกลไกต่างๆ ที่สามารถทำให้ขยับได้จริง รวมถึงโมเดลย่อส่วนของฉากสำคัญในธนาคารกริงกอตส์

และก็มาถึงโซนธนาคารกริงกอตส์ที่เพิ่งเปิดใหม่ มีความอลังการมาก ต่อด้วยตรอกไดแอกอน และปิดท้ายด้วยห้องโมเดล ในห้องนี้จะรวมโมเดลจำลองของฉากสำคัญของทุกภาค งานเขียนแบบโครงสร้างฉากต่างๆ ภาพ sketch และโมเดลชิ้นสุดท้ายที่จัดแสดงไว้ก็คือ ปราสาทโรงเรียนฮอกวอตส์ขนาด 1:24 ที่ใช้ในการถ่ายทำจริง

เราใช้เวลาในสตูดิโอนี้ไปทั้งหมด 4 ชั่วโมง ตั้งแต่ได้รับตั๋วจนถึงห้องสุดท้าย ไม่นับรวมการชอปปิ้งในร้านขายของ ถือว่าเร็วมากแล้วเพราะแทบไม่ได้อ่านหรือดูละเอียดทุกชิ้น (เพราะเหนื่อยจากการเดินทางด้วย) จึงไม่แปลกใจเลยที่คนที่รักใน Harry Potter จะมาที่นี่มากกว่าหนึ่งครั้ง (ในรอบเดียวกับเรา มีคนมาที่นี่เป็นครั้งที่ 7 แล้ว!!!) ดังนั้นถ้าใครอยากเก็บทุกเม็ดทั้งหมดอย่างละเอียดแนะนำว่าให้พักก่อน 1 วันหลังจากเดินทางจากไทยมาลอนดอน และจองรอบเช้าจะดีที่สุดค่ะ และนอกจากสตูดิโอทัวร์แล้วก็ยังมี Workshop โดยเฉพาะเกี่ยวกับ Costume ที่ใช้ในภาพยนตร์ด้วยนะคะ ชื่อว่า Behind the Seams ใครที่สนใจเรื่องเสื้อผ้าก็แนะนำให้รีบจองเช่นกันค่ะ

จบวันแรกแบบเพลียๆ ตาแทบปิดที่เวลาเกือบห้าทุ่ม เท่ากับว่าเราไม่ได้นอนติดต่อกันสองวันกว่าๆ ไม่ไหวจริงๆ ต้องรีบนอนเพื่อลุยต่อวันต่อไปค่ะ!

Day 2: Tower, Market and Musical

สำหรับวันนี้จุดหมายหลักของเราคือ Tower of London จากข้อมูลที่เพื่อนเราดูมา มันจะมี 2 For 1 Offer สำหรับเข้าชมจุดท่องเที่ยวยอดนิยมและเดินทางด้วยรถไฟ โดยจะเสียค่าเข้าชม 2 คนในราคาผู้ใหญ่ 1 คน ตามแหล่งท่องเที่ยวที่กำหนด ซึ่งก็ช่วยประหยัดไปได้เยอะเลยน้าาา

ความสำคัญของ Tower of London นี้ มี 3 อย่างคือ ป้อมปราการ วัง และคุก การสร้าง Tower of London นั้นเริ่มขึ้นในทศวรรษที่ 1070 โดย William the Conqueror ผู้ซึ่งเพิ่งทำศึกได้ชัยชนะมาแต่กลัวว่าจะเกิดการก่อกบฏ จึงได้เริ่มสร้างป้อมปราการที่มีความแข็งแรงและหนาทึบ เพื่อป้องกันไม่ให้สามารถมองเห็นได้จากภายนอก โครงสร้างเป็นหิน ใช้เวลาสร้างถึง 20 ปี และถูกสร้างขยายต่อเติมมากขึ้นในยุคของกษัตริย์แต่ละพระองค์ ด้วยความแน่นหนาแข็งแรง ที่นี่จึงถูกใช้เป็นที่เก็บรักษาของมีค่าต่างๆ อัญมณี มงกุฎของกษัตริย์และราชินี (The Crown Jewels) เครื่องราชกกุธภัณฑ์ และยังมีโรงกษาปณ์ โรงเลี้ยงสัตว์ รวมถึงใช้เป็นที่ผลิต ทดสอบ และเก็บรักษาอาวุธยุทโธปกรณ์จนถึงศตวรรษที่ 1800

ในระยะเวลาร่วม 800 ปีของหอคอยแห่งนี้ ภายในก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวอื้อฉาวมากมายจนนำไปสู่เรื่องราวลึกลับของผู้ที่ต้องโทษประหารและถูกฝังอยู่ในอาณาบริเวณนี้ จนเมื่อถึงยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตัวปราสาทได้รับความเสียหายอย่างมากจากเหตุการณ์ The Blitz การโจมตีทางอากาศโดยกองทัพเยอรมันในวันที่ 23 กันยายน ค.ศ. 1940 ภายหลังจากการสิ้นสุดของสงครามจึงได้มีการซ่อมแซมและเปิดให้คนทั่วไปได้เข้าชม และในปี ค.ศ. 1988 ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อที่ไม่เล่าไม่ได้ก็คือเรื่อง อีกา ที่ Tower of London นี้จะมีอีกาทั้งหมด 7 ตัว ถูกเลี้ยงดูอย่างดีโดย Ravenmaster ด้วยความเชื่อที่ว่าหากอีกาละทิ้งหอคอยนี้ไป จะทำให้อาณาจักรล่มสลาย ดังนั้น อีกาทุกตัวจึงต้องถูกขลิบปีกเพื่อไม่ให้บินหนีออกไปได้

ถัดจาก Tower of London ก็จะเห็น Tower Bridge อยู่ไกลๆ แต่เราไม่ได้เดินไปหรอกเพราะมันไกลจริงๆ เราเลยเดินออกจากหอคอยเลียบแม่น้ำเทมส์มาเรื่อยๆ เพื่อจะหามุมดีๆ ถ่ายรูปค่ะ : )

ในบริเวณใกล้เคียงก็จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่เดินถึงกันได้ หนึ่งในนั้นที่เราเดินไปก็คือ Millennium Bridge ซึ่งเป็นจุดที่ใช้เป็นฉากหนึ่งในแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่วันที่เราไปก็ไม่ใช่ดวงจริงๆ ตลอดความยาวของสะพานมีรั้วสีเขียวกั้นกลางทางเดินทั้งสะพาน!! แทบร้องไห้ อุตส่าห์เดินมาตั้งไกล สุดท้ายก็ต้องตัดใจและไปหาของกินที่ Borough Market ย้อมใจแทน ซึ่งเป็นตลาดที่คึกคักมากกกก ของกินทุกชาติมารวมกันอยู่ที่นี่ เราเลยขอจัดตระกูลหอยมาดังภาพ แต่ที่นี่ไม่ค่อยมีที่นั่งหรือที่ยืนกินที่เพียงพอกับคนที่มาเดิน เราเลยต้องยืนกินกับแท่นปูนกรังๆ พื้นมีน้ำแฉะๆ แต่ก็สะดวกดีเพราะข้างๆ ก็มีถังขยะ ตั้งอยู่ไม่ไกล ฮ่าๆ

ปิดท้ายวันที่สองด้วยการไปชมละครเวทีเรื่อง The Lion King ที่เค้ากำลังจะมาเปิดการแสดงที่ไทยนี่แหละค่ะ ตอนแรกก็ลังเลว่าจะไว้รอดูที่ไทยทีเดียวดีมั้ย แต่ความคิดที่ว่าก็เรามาถึงที่แล้ว ทำไมถึงจะไม่ดูล่ะ! จัดไปเลยค่ะ!

Day 3: Places from the books

หลังจากเหนื่อยเดินและนอนดึกติดกันมา 2 วัน วันที่สามและสี่เราจึงสับเปลี่ยนแผนไปมา ตัดบางที่ที่ขี้เกียจไปออก และคงไว้ซึ่งเป้าหมายหลักของพวกเราคือ การชอปปิ้ง ฮ่าๆ

ด้วยความที่วันที่สามของเราตรงกับวันอาทิตย์ ร้านค้าส่วนมากจะเปิดสายหน่อยหรือบ้างก็ปิด เราจึงเริ่มต้นวันนี้ด้วยการไปเก็บจุดสำคัญตามสถานีรถไฟก่อน เริ่มด้วยสถานี Paddington ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงแรมที่เราพักที่สุด จะมีรูปปั้นหมี Paddington ตั้งอยู่ข้างชานชาลา เจ้าหมีตัวนี้เป็นตัวละครหลักจากวรรณกรรมเด็กของอังกฤษเรื่อง Paddington Bear เป็นเรื่องราวของหมีน้อยจากเปรูที่ถูกพบโดยครอบครัวบราวน์ที่สถานีรถไฟ Paddington เจ้าหมีตัวนี้จึงได้ถูกตั้งชื่อตามชื่อสถานีรถไฟนั่นเอง

สถานีต่อมาคือ สถานี King’s Cross ชานชาลาที่ 9 ¾ เป็นเหมือนประตูกั้นระหว่างโลกของมักเกิ้ลกับโลกเวทมนตร์ในเรื่อง Harry Potter เรามาถึงที่จุดเกิดเหตุประมาณเก้าโมงครึ่ง บนกำแพงระหว่างชานชาลาที่ 9 และ 10 จะมีป้าย Platform 9 ¾ ติดอยู่ และมีการกั้นแถวให้เข้าคิว มีเด็กและพ่อแม่ยืนรออยู่รอบๆ ไม่มีใครเดินเข้าไปต่อคิวเพราะว่ายังไม่ถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่จะเอารถเข็นสัมภาระที่เหมือนกับในเรื่องมาประกอบกับกำแพงเพื่อให้ถ่ายรูป แต่ด้วยความใสๆ ของพวกเรา เห็นว่ากำแพงว่างอยู่ และไม่มีเจ้าหน้าที่มาห้ามอะไร เราก็เข้าไปยืนถ่ายทั้งๆ ที่ไม่มีรถเข็นนั่นแหละ หลังจากนั้นแก๊งพ่อแม่และเด็กก็ทำตามเรากันใหญ่ บางคนก็เอากระเป๋าลากของตัวเองนี่แหละมาถ่ายแทน เราว่ามันก็ครีเอทีฟไม่เหมือนใครดีนะ มีความน่าเอ็นดู : )

แต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่กำแพงให้ถ่ายรูปนะคะ เพราะเค้ามีร้านขายของที่ระลึกสำหรับ Platform 9 ¾ อยู่ข้างกันเลย ก็บาดเจ็บไปพอสมควรเหมือนกันค่ะ เราว่าของที่นี่ดูน่าซื้อมากกว่าที่สตูดิโอนะ ก็เลยใช้เวลานานร่วมชั่วโมงกับร้านเล็กๆ นี้ จากนั้นเราก็ปักหมุดกันไว้แล้วว่าจะไปกินอาหารมื้อสายกันที่นี่ค่ะ Monocle Cafe

คนที่ติดตามอ่าน Monocle น่าจะรู้จักดีว่าเป็นนิตยสารของอังกฤษที่มีสไตล์มากๆ ส่วนใหญ่เราจะชอบใช้ Monocle นี่แหละในการหาแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง และมีคอนเทนต์เกี่ยวกับเมืองต่างๆ ที่ไม่เหมือนกับเล่มอื่นๆ Monocle จึงกลายเป็นเหมือน Travel Bible สำหรับเราไปเลย การมีที่คาเฟ่นี้จึงเหมือนได้มาสัมผัสบรรยากาศของหนังสือด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้ามากกว่า ตัวร้านไม่ได้ใหญ่มาก แต่ก็มีทั้งคนแวะเวียนแค่มาถ่ายรูปหน้าร้านแล้วจากไป และก็มีทั้งคนที่เข้ามาเพื่อทานอาหารและใช้เวลาพูดคุยกัน ซึ่งก็แน่นร้านทีเดียว

หลังจากใช้เวลาไปพอสมควร ก็ได้เวลาต้องสละโต๊ะของเราให้คนอื่นได้เข้ามานั่งบ้าง แพลนของพวกเราในช่วงบ่ายนี้คือการลุยแหล่งชอปปิ้ง 2 ที่คือ Covent Garden และ Harrods ความแตกต่างก็ง่ายๆ ถ้าเน้นแบรนด์เนม ให้พุ่งไปที่ห้าง Harrods แต่ถ้าที่ Covent Garden ก็จะจับต้องได้ขึ้นมาหน่อยค่ะ หรือถ้ากลัวพลาดก็ไปทั้งสองที่แบบพวกเราก็ได้ค่ะ ฮ่าๆ

Day 4

วันนี้เป็นวันสุดท้ายในลอนดอนแล้ว จึงขอไปเก็บอีกห้างนึงที่เราจะรอดู TVC Ads ของเค้าช่วงคริสต์มาสของทุกปีตลอด นั่นก็คือ ห้าง John Lewis & Partner เป็นห้างที่เน้นของใช้ของแต่งบ้านเก๋ๆ แฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ที่มีความน่ารักและราคาไม่น่ากลัวค่ะ

และช่วงบ่ายของวันนี้ก็ขอควบสองมิวเซียมที่มาลอนดอนแล้วก็ต้องมาที่นี่ค่ะ เพราะเป็นมิวเซียมที่ติดอันดับโลกนั่นก็คือ Natural History Museum และ Science Museum

สิ่งที่จัดแสดงใน Natural History Museum ก็จะเกี่ยวกับทุกอย่างที่อยู่ในธรรมชาติ ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์จนถึงปัจจุบัน ทุกอย่างถูกจัดแสดงได้อย่างยิ่งใหญ่ สวยงาม แต่เรากลับรู้สึกไม่อยากเดินเพราะความวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ เนื่องจากผู้เข้าชมสามารถเดินไปทางไหนก็ได้อย่างอิสระไร้ทิศทาง เหมือนเป็นตลาดมากกว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ เราเลยอยู่ได้แป๊บเดียวก็ออกเพราะไม่ชอบความวุ่นวาย จากนั้นก็เลี้ยวเข้า Science Museum ซึ่งเป็นอาคารที่อยู่ติดกัน เนื้อหาภายในก็จะเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ทั้งหมด ที่นี่ให้ความรู้สึกดีกว่ามาก เพราะคนน้อยกว่าและไม่เดินกันพลุกพล่านไร้ทิศทาง และที่สำคัญคือพวกของที่ระลึกน่าสนใจมากค่ะ

ท้ายสุดนี้ก็ขอแนะนำโรงแรมที่เราพักตลอด 4 คืนในลอนดอน The Pilgrm (ไม่ได้ค่าโฆษณาใดๆ นะคะ) เป็นอะไรที่ตอบโจทย์มาก เพราะใกล้สถานี Paddington มาก ซึ่งเราสามารถเดินทางโดยตรงไปยังสนามบินได้เลย ห้องพักก็ดี สวยงาม แต่อาจจะเล็กไปหน่อยเพราะเป็นอาคารเก่าดัดแปลง แถมอาหารเช้าเค้าก็เลิศค่ะ ถ้าได้มาลอนดอนอีกก็คงมาพักที่นี่แหละ ครบสุด

ฝากติดตามทุกช่องทางอัพเดตทริปกันด้วยนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านกันเช่นเคยค่ะ : )

Instagram @sologirloutthere | Facebook @sologirloutthere