2025S_PB: ปักหมุดผลงาน Gaudi ต้องดูที่บาร์เซโลนา

Published by

on

เราบินออกจากปารีสมาถึงบาร์เซโลนาช่วงกลางวันและนั่ง Airport bus มาที่โรงแรมเลย เราเลือกพักที่ Hotel Indigo Barcelona Plaza Espana by IHG ซึ่งสะดวกมากๆ เดินจากป้ายรถบัสนิดเดียวก็ถึงเลย และขากลับก็ไปขึ้นป้ายฝั่งตรงข้าม โดยสามารถซื้อตั๋วแบบไป-กลับได้ที่สนามบินเลยค่ะ

ส่วน Travel card เราซื้อ Hola Barcelona แบบ 5 วันจาก official website เลยค่ะ แล้วก็ค่อยไปรับตั๋วจริงตอนถึงแล้วอีกทีค่ะ จุดรับตั๋วก็จะเป็นตู้ที่สนามบิน แต่ว่าจะต้องเดินไปอีกอาคารนึง สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ได้เลยว่าไปทางไหน

โรงแรม Hotel Indigo Barcelona Plaza Espana by IHG ที่เราไปพักนั้นมีร้านอาหารของโรงแรมชื่อ REVERSIBLE Barcelona เป็นร้านอาหารสเปนที่สามารถฝากท้องได้อย่างสบายใจ ราคาสมเหตุสมผล รสชาติดี บรรยากาศดี เป็นตัวเลือกที่ดีมากๆ ในย่านนี้ค่ะ หรือจะเดินไปอีกหน่อยจะเจอแยกวงเวียนใหญ่ๆ ตรงนี้ก็จะมีห้างที่มีร้านอาหารหลายร้านให้เลือกค่ะ ซื้อของฝากได้ มีสถานีรถไฟใต้ดิน และอีกแยกก็เป็น MNAC and Montjuic ที่ทางเข้าดูไกลมาก แต่ก็เดินได้สบายๆ ค่ะ เรียกได้ว่าพักที่นี่ก็ค่อนข้างสะดวกทีเดียวค่ะ

หากมาถึงบาร์เซโลนาจะไม่ไปชมผลงานของ Antoni Gaudi เลยก็คงจะแปลกๆ อยู่ เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เราก็จะต้องเจอร่องรอยจากผลงานของ Gaudi ไม่มากก็น้อย เรารู้จักชื่อและผลงานของนักออกแบบคนนี้ผ่านวิชา History of Art ตอนเรียน ป.ตรี ภาพจำก็คืออาคารที่มีดีเทลยุ่บยั่บ และเป็นสัญลักษณ์ของงานออกแบบสไตล์ Art Nouveau แค่นั้นเลย ทริปนี้คือการได้เข้ามายืนอยู่ในงานออกแบบที่เราเห็นจากภาพในสมัยเรียนของเราค่ะ

นี่เป็นบ้านหลังแรกที่เราเลือกมา (และเป็นหลังแรกที่ Gaudi ออกแบบ) ในตอนเช้าคิวแรกเลย ซึ่งถือว่าคิดถูก บ้านหลังนี้เป็นบ้านสีแดงที่มีความโดดเด่นมากอยู่ในซอยเล็กๆ ใครเดินผ่านก็ต้องหยุดถ่ายรูปแน่นอนแม้ว่าจะไม่รู้ที่มาที่ไปของมัน เมื่อได้เวลาเข้าชมด้านใน เราได้เห็นความละเอียดในทุกจุดของ Gaudi กระเบื้องชื้นเล็กๆ ทุกแผ่น ลวดลายต่างๆ ทั้งที่เห็นในระยะสายตาคนปกติ และที่เลยระดับสายตาไป การเลือกใช้สี การเลือกต้นไม้ที่อยู่ในสวนรอบบ้าน ความรู้สึกเราเหมือนมีความเป็นเอเชีย แต่ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะ Gaudi เองมีความสนใจในศิลปะฝั่งตะวันออกหลายสาย ทั้งอินเดีย ญี่ปุ่น จีน อียิปต์ เปอร์เซีย ศิลปะอิสลาม เป็นต้น

บ้านหลังนี้มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด หากมาช่วงสายๆ หน่อยก็จะเริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินไปมาเยอะขึ้น ถ่ายรูปสวยๆ คลีนๆ แบบไม่มีคนก็จะยาก ระยะการถ่ายภาพก็ต้องงัดหรือใช้เลนส์แบบมุมกว้างเพื่อจะเก็บให้ได้ครบทั้งหมดค่ะ

หมุดหมายที่สองนี้ออกมาไกลหน่อยชื่อ Park Güell สถานที่นี้สรุปให้เข้าใจง่ายคือเป็นโครงการหมู่บ้านที่เจ๊ง แต่เดิมเลยมันจะเป็นโครงการหมู่บ้านสไตล์ English garden city ภายในจะมีบ้านทั้งหมด 60 หลัง แต่ในตอนนั้นก็ขายออกแค่เพียงหลังเดียว ก็คือเป็นบ้านของ Gaudi เอง (เศร้าเนอะ) ปัจจุบันบ้านหลังนี้ก็เปิดเป็น Gaudi House Museum จัดแสดงผลงานและเรื่องราวของสถานที่นี้ไป 

นอกจากตัวมิวเซียมแล้ว บริเวณโดยรอบก็จะมีงานออกแบบพื้นที่ส่วนกลางให้เดินชม ทั้งซุ้มทางเดิน ลานที่มีที่นั่งเล่นชมวิวเมืองบาร์เซโลนาได้แบบพาโนรามา ฮอลล์เพดานสูงที่เดิมตั้งใจว่าจะเป็นตลาดสำหรับลูกบ้าน เป็นต้น สัญลักษณ์ของที่นี่ก็คือรูปปั้น The Dragon เป็นน้อง Salamander สีสดใสยืนต้อนรับอยู่ตรงบันไดทางขึ้น มีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปด้วยเยอะมาก เวียนหัวสุดๆ

ที่นี่ต้องเดินเยอะมาก แนะนำให้เตรียมน้ำเปล่าและอุปกรณ์บังแดดตามสะดวกมาด้วย ขนาดเราไปช่วงหน้าหนาว พอเดินไปเรื่อยๆ ก็เหงื่อซึมเหมือนกันค่ะ

ที่นี่คือ Master piece ของ Gaudi และเป็นภาพจำที่อยู่คู่กับชื่อของเค้าเสมอมา นี่คือโบสถ์ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1882 โดยที่ Gaudi มารับช่วงต่อและเริ่มปรับแบบใหม่ในปี 1883 จนถึงปัจจุบันก็ใช้เวลากว่าร้อยปีในการสร้าง หลังการเสียชีวิตของ Gaudi ในปี 1926 ผลัดเปลี่ยนสถาปนิกไปก็หลายคน โดยที่ยังคงทำตามแบบที่ Gaudi ได้ทิ้งไว้ และในปี 2026 นี้ที่ครบรอบ 100 ปีของการจากไปของ Gaudi จึงได้มีการติดตั้งสัญลักษณ์กางเขนที่ Tower of Jesus Christ เพื่อเป็นการรำลึกถึง Gaudi

หากได้เข้าไปดูภายในแล้วจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันยังสร้างไม่เสร็จซะที และคงไม่เสร็จได้โดยง่าย เราซื้อตั๋วขึ้นไปดูบนยอดของหอคอยด้วย จะเห็นเลยว่าทุกตารางนิ้วมันคือการเรียงกระเบื้องแต่ละสีอย่างตั้งใจ ทุก pinnacle ถูกออกแบบให้แตกต่างกัน ไม่ได้ทำซ้ำๆ เหมือนกันทุกยอด ความเป็น Organic form ในทุกส่วนประกอบ การเลือกใช้สี ทุกสิ่งทุกอย่างถูกวางแบบไม่มีที่ว่างแต่รวมกันแล้วต้องใช้คำว่าตาแตก เมื่อมาเห็นด้วยตาและได้มองดูทั้งระยะใกล้และไกล ก็ต้องบอกเลยว่า Gaudi คือสถาปนิกที่อัจฉริยะจริงๆ ค่ะ

และโบสถ์นี้ก็ได้รับความนิยมมาก นักท่องเที่ยวคือแน่น พลุกพล่านตรงช่วงด้านหน้าทางเข้า ประกอบกับระยะถนนที่ไม่ได้กว้างมาก และโบสถ์นี้ก็สูงมากกกก ดังนั้นการจะได้รูปที่เก็บตัวโบสถ์ได้เต็มๆ ก็เป็นไปได้ยาก ที่สำคัญ ต้องคอยระวังมิจจี้ด้วยนะทุกคนนน

บ้านทั้ง 3 หลังนี้อยู่ไม่ไกลกันมากค่ะ สามารถเดินชมเฉพาะด้านหน้าอาคารได้ แค่นี้ก็ฟินแล้ว (จริงๆ คือไม่มีเวลาและไม่ไหวจะจ่ายค่าตั๋วละ ฮ่าๆ) จากทั้ง 3 หลังนี้เราชอบ Casa Batlló มากที่สุด เดินมาเจอแล้วชอบเลย การใช้สีในงานโมเสคและการวางลายบนตัวอาคารมันไม่ดูเป็น pattern มากเกินไป ทำให้อาคารนี้เมื่อมีแสงแดดส่งมาจะดูเหมือนมันระยิบระยับ และเรามารู้ตอนเขียนรีวิวนี้ว่า Gaudi ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาด The Water Lilies ของ Monet มันคือใช่เลย! ตอบได้เลยว่าสิ่งที่เรารู้สึกมันถูกต้องไปหมด

Palau Güell, Casa Mila, Casa Batlló
Casa Batlló

จุดสุดท้ายเป็นจุดที่อยู่หลังโรงแรมที่เราพักเลย MNAC (Museu Nacional d’Art de Catalunya) ตั้งตระหง่านอยู่ที่สุดปลายถนนและตั้งอยู่บนเนินเขา Montjuic ตอนเดินขึ้นจะมีบันไดเลื่อนให้เป็นระยะๆ ไม่ต้องกลัวว่าจะเดินไม่ไหวค่ะ ภายนอกและบริเวณรอบๆ บรรกาศดี สวย เหมาะสำหรับนั่งมองวิวมากๆ เพราะเห็นเมืองจากมุมสูงแบบเต็มตา

มิวเซียมนี้จัดแสดงงาน Catalan art และ Spanish art ในยุค Romanesque, Gothic, Baroque, Modern เท่าที่สังเกตความแตกต่างได้คือ งานของฝั่งนี้จะใช้สีที่ค่อนข้างหนักและจัดจ้าน แดง ดำ ทอง ชัดเจน หน้าคมเข้ม รวมๆ จะดู dark หน่อย ซึ่งอาจจะหาดูที่มิวเซียมอื่นๆ ได้ยาก

จบแล้วสำหรับทริปปารีส-บาร์เซโลนาแบบราบรื่น ไม่พบเจอโจรใดๆ ในทริปนี้เราจ่ายค่าเข้ามิวเซียมไปประมาณหมื่นนิดๆ ซึ่งน่าจะเยอะสุดเท่าที่เคยจ่ายมาต่อทริป เพราะไม่ค่อยมีอันไหนที่ให้เข้าฟรี แต่ก็ถือว่าสมเหตุสมผลค่ะ เพราะงานศิลปะที่ได้เข้าไปดูก็เป็นงานระดับโลก ครั้งหนึ่งในชีวิตนักเรียนออกแบบคนหนึ่งหากมีโอกาสก็อยากให้ได้มาชมกันนะคะ : >

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.