สำหรับหลายคน ปารีสน่าจะเป็นหมุดหมายแรกๆ เมื่อนึกถึงเมืองในยุโรปที่อยากไปเที่ยวสักครั้ง แต่สำหรับเรา ปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่เราไม่คิดจะเดินทางไป ตีคู่มากับมิลานเลย เพราะเป็นเมืองที่เลื่องลือเรื่องความไม่ปลอดภัย ทั้งสองเมืองนี้จึงไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ที่เราจะไปเที่ยวคนเดียว… ผ่านเวลามา 11 ปี นับตั้งแต่เริ่มเที่ยวคนเดียว จนไม่รู้ว่าจะไปเมืองไหนในยุโรปแล้ว ทริปนี้เลยตัดสินใจเลือกไปปารีสและบาร์เซโลน่าค่ะ และอีกเหตุผลคือ ค่าตั๋วเครื่องบินไม่แพงเท่าเมืองอื่นๆ ค่ะ : )

สิ่งที่ควรรู้ก่อนวางแผน
- บัตรเดินทางในปารีสแบบที่คุ้มที่สุดคือ Navigo Travel Pass Weekly ใช้งานได้ 7 วันโดยจะเริ่มนับวันจันทร์เป็นวันใช้งานวันแรกเสมอ เราไม่รู้สิ่งนี้มาก่อน ก็เลยจองตั๋วเครื่องบินไปถึงปารีสค่ำวันพฤหัสบดี และอยู่ปารีสวีคนึง ทำให้ถ้าจะใช้บัตรนี้ตลอดทั้งวีคก็จะต้องซื้อ 2 ใบ เราจึงปรับแพลนเที่ยวให้ช่วง 3 วันแรกไม่ต้องใช้รถไฟเยอะ และซื้อตั๋วเดินทางเป็นครั้งๆ ไป แล้วจึงซื้อ Weekly Pass ใช้สำหรับวันที่เหลือ เพื่อให้คุ้มที่สุดค่ะ ตัวบัตรนี้สามารถซื้อได้ที่สถานีกับเจ้าหน้าที่ ความพิเศษคือต้องมีรูปหน้าเราติดที่บัตรด้วย แนะนำให้เอารูปถ่าย (ที่เราถ่ายมาตอนใช้ยื่นวีซ่า) มาเองด้วยใบนึง เพราะค่าถ่ายรูปแพงมาก (8 EUR) ที่ถ่ายรูปก็จะเป็นตู้ถ่ายแบบที่เราคุ้นเคยค่ะ ตอนติดบนบัตรก็ไม่ต้องกังวลค่ะ ในแพคตอนซื้อเค้าพร้อมใช้มาก มีสติ๊กเกอร์ใสมาให้พร้อมเคสพลาสติกสำหรับใส่บัตรและคล้องได้มาให้ด้วย เฉพาะค่าบัตรนี้มาในราคา 36.6 EUR ในใจคิด มันต้องขนาดนี้เลยหรอวะ T^T
- ปารีสเป็นเมืองแห่งมิวเซียมก็จริง แต่ค่าเข้ามิวเซียมไม่ค่อยอ่อนโยนเท่าไหร่ แนะนำว่าควรทำการบ้านมาก่อนว่าอยากไปที่ไหนบ้าง อย่ามือลั่นกดซื้อ Paris Museum Pass ไปก่อน อยากให้ลองคำนวณราคาเต็มแล้วเทียบกับราคาพาส เพราะบางมิวเซียมก็ไม่อยู่ในลิสต์ บางอันที่อยู่ในลิสต์ก็เข้าฟรีอยู่แล้ว และหลายมิวเซียมมี combined tickets กันซึ่งจะได้ราคาที่ถูกลง เผลอๆ เมื่อลองลงวันและคำนวณราคาแล้วอาจจะถูกกว่าซื้อพาสอีกค่ะ
- มิวเซียมในปารีสส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ใหญ่และจัดแสดงของเยอะมาก โดยเฉพาะมิวเซียมดังๆ ทั้งหลาย แม้เราจะบอกตัวเองว่าอยากมาดูแค่บางชิ้นที่ดังๆ ก็ยังใช้เวลาพอสมควรในการเดินหา ฝ่าผู้คน รอคิว ถ่ายรูป เลยอยากแนะนำให้เผื่อเวลาสำหรับแต่ละมิวเซียมไว้พอสมควรเลยค่ะ จะได้ไม่หอบแฮ่กหรือเสียดายทีหลังว่ายังดูไม่ครบ ที่สำคัญคือเช็กวันปิดบริการดีๆ ส่วนใหญ่มิวเซียมจะปิดวันจันทร์หรือวันอังคาร ทำให้เรายังสามารถเที่ยวมิวเซียมได้ทุกวันค่ะ บางที่ก็จะให้เข้าฟรีในวันอาทิตย์แรกของเดือนด้วยค่ะ
ที่พัก
เราเลือกพักที่ NH Paris Gare de l’Est เพราะใกล้สถานีรถไฟ Gare de l’Est สุดๆ แบบว่าข้ามถนนก็ถึงเลย แถมข้างๆ มีร้านอาหารฝรั่งเศสที่อร่อยและราคาไม่โหดมากชื่อ Bouillon Chartier คนต่อคิวยาวทุกเย็น แต่ถ้าจะซื้อพวกขนมปัง แซนด์วิชแบบกินไวๆ ก็ไปซื้อในสถานีรถไฟได้ มีร้านหลายแบบค่ะ ในส่วนของโรงแรมเราชอบกิมมิคนึงคือ ถ้าหากวันไหนเราของดทำความสะอาดห้อง ทางโรงแรมจะมีคูปองเครื่องดื่มให้เรา 2 ใบ/วัน แม้ว่าเราจะพักคนเดียวในห้อง เครื่องดื่มนี้ก็รวมไปถึงแอลกอฮอล์ใดๆ ด้วย เราเลิฟมาก ^ ^
Musée du Louvre
พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นหมุดหมายแรกในลิสต์ Paris 101 ของเรา เราเลือกจองเวลาเข้ารอบแรกสุดของวัน และไปถึงก่อนเวลาซัก 30-40 นาทีเผื่อว่าจะหาอะไรกินตอนเช้า และก็รู้สึกว่าตัดสินใจถูก เพราะช่วง 8 โมงกว่าๆ ก็เริ่มมีคนเข้าคิวตรงทางเข้าหน้าปีระมิดเป็นกลุ่มใหญ่แล้ว แต่เราใช้เวลาช่วงนี้เดินถ่ายรูปได้อย่างสบายใจ เพราะด้านหลังของปีระมิดแทบไม่มีคน พอใกล้ถึงเวลาเข้าก็ค่อยเดินไปต่อแถว การปล่อยคนเข้าไปก็ใช้เวลาไม่นานมากค่ะ ข้างในมีคาเฟ่สำหรับนั่งกินได้แบบไวๆ ก่อนที่จะลุยเดินแต่ละปีกของมิวเซียม

มิวเซียมนี้ไม่สามารถจะเดินมั่วๆ ชิลๆ แล้วดูครบได้เลยค่ะ แม้ว่าคุณจะไม่สนใจอะไรเลยก็ยังอยากแนะนำให้หยิบแผนที่ติดมือมาด้วย มิวเซียมนี้มี 5 ชั้น 3 ปีก หลักๆ คนจะเดินดูชั้น 0 – 2 ให้ครบทั้ง 3 ปีก ชั้น -1 และ 0 จะเป็นงานประติมากรรม รูปปั้น รูปแกะสลักหนักๆ ใหญ่ๆ ต่างๆ ส่วนชั้น 1 และ 2 ก็จะเป็นของเบาๆ อย่างภาพเขียน (แต่ก็ใหญ่อลังอยู่) เครื่องประดับ ของตกแต่งต่างๆ และประติมากรรมที่ไม่ใหญ่มาก ถ้าไปรอบเช้าก็แนะนำให้ไปดู The Venus de Milo ก่อน เพราะอยู่ชั้นเดียวกับทางเข้าฝั่งปีก Sully แล้วค่อยไปชั้น 1 ปีก Denon เพื่อดูภาพ Mona Lisa สองจุดนี้มักจะมีคนรุมเยอะโดยเฉพาะถ้ายิ่งสาย ยิ่งมีกลุ่มทัวร์มา จะยิ่งเข้าไปดูยากมากขึ้นค่ะ หลังจากเช็คอินสองจุดนี้แล้ว ส่วนอื่นๆ ก็เดินดูได้ตามสบายค่ะ









เราใช้เวลาในนี้ประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอสำหรับคนที่รู้จักงานศิลปะดังๆ อยู่บ้าง และก็เดินครบทุกชั้นจนหิวข้าว เลยได้เวลาออกไปเดินเล่น ชอปปิ้งใกล้ๆ และจะกลับมาแถวนี้อีกในช่วงเย็นๆ เพราะเราจอง Foundation Cartier ไว้ตอนห้าโมงเย็น ถ้าใครไม่อินศิลปะมากก็อาจจะข้ามอันนี้ไปได้ค่ะ แต่อยากให้เดินกลับมาที่ปีระมิดในตอนค่ำๆ อีกรอบนึง เพราะจะได้ฟีลปีระมิดสีทองโรแมนติกมากๆ ค่ะ 🙂

Château de Versailles
พระราชวังแวร์ซายเป็นพระราชวังที่มีภาพจำอลังการ ความฟุ้งเฟ้อ ร่ำรวยของกษัตริย์ที่ใช้เงินสร้างวัง แต่งวัง ใช้ชีวิตแบบเหมือนสมบัติไม่มีวันหมด ถ้ามาฝรั่งเศสแล้วไม่มาที่นี่ก็คงเหมือนมาไม่ถึง แต่พระราชวังนี้ก็อยู่ไกลออกมาจากตัวเมืองปารีสประมาณชั่วโมงนึง เมื่อลงจากบัสแล้วต้องเดินต่อมาถึงหน้าทางเข้า จากทางเข้าเดินผ่านลานหินไกลพอควรไปจนถึงประตูวัง เข้าคิวนานพอควรกว่าจะได้เข้า ภายในวังก็จะมีทางเดินไม่ได้ใหญ่มากให้เดินดูตามห้องต่างๆ ซึ่งก็จะมืดๆ ไม่ค่อยมีแสงเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดแสดงภาพเขียน เฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งต่างๆ ที่เว่อวังจริงๆ

Notre Dame, Sainte-Chapelle, Conciergerie and Musée d’Orsay
ทั้ง 4 สถานที่นี้สามารถรวบตึงในวันเดียวกันได้แบบไม่เหนื่อยเกินไปค่ะ เพราะ 3 ที่แรกอยู่บนเกาะเดียวกันกลางแม่น้ำแซน โดยเริ่มที่มหาวิหาร Notre Dame ก่อน ซึ่งเปิดให้เข้าชมภายในได้แล้วตั้งแต่ธันวาคม 2024 หลังจากปิดซ่อมเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในปี 2019 ข้างในสวยอลังมาก และเราไปถึงช่วงเช้าที่เค้ากำลังทำพิธีกันอยู่ด้วย โชคดีมากๆ
ถัดมาก็เดินไปที่ Sainte-Chapelle เป็นโบสถ์โกธิคที่ไม่ใหญ่มากแต่มีจุดเด่นที่หน้าต่างกระจกสีที่สวยตาแตก ใช้เวลาเดินดู ถ่ายรูปซัก 15-20 นาที ก็ต้องเดินออก เพราะมันมีแค่นั้นค่ะ แล้วก็เดินถัดมาไม่ไกล จะถึง Conciergerie เป็นสถานที่ซึ่งในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของวัง Palais de la Cité ใช้เป็นคุกใต้ดิน เคยคุมขังพระนางมารี อังตัวเน็ต ก่อนที่จะถูกนำไปแห่รอบเมืองและถูกประหารชีวิต ปัจจุบันสถานที่นี้จะโล่งๆ แล้วใช้เทคโนโลยี AR เล่าเรื่องแทน ผ่าน tablet ที่แจกให้เราตอนเข้าชม เราก็เดินส่องไปตามจุดต่างๆ ก็จะมีภาพจำลองในอดีตพร้อมคำบรรยายมาให้ ก็ดูล้ำดีค่ะ ทำให้ไม่ต้องไปยืนกองอ่านป้ายเดียวกันกับคนอื่นๆ

จบจากทั้ง 3 จุดนี้ก็อยากแนะนำให้เดินเล่นริมแม่น้ำแซน vibe ดีมาก มีร้านอาหาร ร้านกาแฟให้นั่งเหม่อๆ ได้ หลังจากนั้นก็นั่งบัสต่อไปอีกนิดเพื่อไป Musée d’Orsay เป็นอีกที่นึงที่เก็บผลงานศิลปะดังๆ ไว้เยอะเหมือนกันค่ะ
Tour Eiffel
ถ้า Paris 101 ไม่มีหอไอเฟล ก็คือผิดมาก ความชินตาที่เราเคยเห็นจากในรูปหรือซีรีส์ทำให้ไม่คิดว่าของจริงจะใหญ่มาก และสีของมันจริงๆ เป็นสีน้ำตาลเข้ม จุดถ่ายรูปที่จะเห็นทั้งตัวหอคอยได้ก็จะมีจากฝั่งสะพานข้ามแม่น้ำแซน บนสะพานจะมีคนมายืนถ่ายเยอะมากกกกก เราแนะนำให้ถ่ายจากด้านข้างแทน ถ้านั่งรถไฟมาลงสถานี Gare de Champ de Mars – Tour Eiffel ก็เดินตามแมปไปเลย คนจะน้อยกว่าค่ะ และเมื่อมาถึงแล้วก็ต้องขึ้นไปที่ยอดซักหน่อย เราแนะนำให้ซื้อตั๋วแบบขึ้นลิฟต์ 2 ครั้งไปเลยค่ะ ไม่ต้องแบ่งใจไว้เดินขึ้นบันได เพราะมันสูง ลมแรง และบันไดแคบมาก ข้างบนสุด (The top) ก็จะมีจุดชมวิว ร้านอาหาร ชั้นสองมีร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านขนม ที่ชั้นนี้ลงมาแล้วนั่งชิล กินกลางวัน และซื้อของฝากได้เลยค่ะ พวงกุญแจหอไอเฟลถ้าอยากซื้อฝากเยอะๆ ลงมาหาซื้อข้างล่างตามบูธขายของที่ระลึกได้ค่ะ ถูกกว่ามาก แต่ถ้าอยากได้แบบสวยแพง ก็ซื้อข้างบนค่ะเพราะจะไม่มีเห็นขายที่อื่นแล้ว

Musée de l’Orangerie
มิวเซียมนี้จริงๆ อยู่ไม่ไกลจาก Musée d’Orsay สามารถแพลนให้ไปในวันเดียวกันได้นะคะ ความพิเศษของมิวเซียมนี้คือจัดแสดงผลงานที่ดังมากๆ ของ Monet ก็คือภาพ Water Lillies ทั้ง 8 ภาพ จัดวางบนผนังห้องวงรี 2 ห้อง กลางห้องมีม้านั่งสำหรับให้นั่งชมภาพวาดและชื่นชมความงามของภาพ แต่ในความเป็นจริงคือ มีแต่คนไปยืนถ่ายรูปกับภาพวาด บังกันไปกันมา และมีเสียงดังอยู่เรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ต้องคอยมาเดินเตือนให้งดใช้เสียงหรือไม่ยืนใกล้ภาพวาดมากเกินไป โดยรวมคือค่อนข้างวุ่นวาย แต่หากต้องการมาชมจริงๆ ให้จองตั๋วผ่านออนไลน์มาเลย ซึ่งแพงกว่าซื้อที่มิวเซียมนิดหน่อย แต่ก็ดีกว่าต่อคิวยาวเพื่อรอซื้อค่ะ เราตัดสินใจจองไปก่อน พอไปยื่นตั๋วก็ได้เข้าเลยค่ะ
Musée National Picasso-Paris
หากใครชื่นชอบหรือสนใจงานของ Pablo Picasso ก็ต้องมาที่นี่ แต่ถ้าใครรู้จักน้อยมาก ก็ข้ามมิวเซียมนี้ไปได้ค่ะ เพราะหากคุณไม่อินงานของเค้าเลย ก็อาจจะเดินเบื่อๆ งงๆ ว่ามันคือรูปอะไร แนะนำให้ศึกษาประวัติของเค้าไปก่อนแล้วพอไปเดินดูงานก็จะปะติดปะต่อได้ง่ายขึ้นค่ะ ในมิวเซียมนี้ก็จะมีทั้งผลงานภาพวาดและประติมากรรมที่ปิกัสโซสร้างสรรค์ในแต่ละช่วงชีวิต
Fondation Louis Vuitton
มิวเซียมนี้ขยับออกมานิดหน่อยจากตัวเมืองสู่ย่าน Neuilly เป็นที่ตั้งของ Fondation Louis Vuitton มิวเซียมนี้มีจุดเด่นคือตัวอาคารที่ออกแบบโดยสถาปนิก Frank Gehry ภายในจะมีการจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียนไป อาจจะต้องเช็กก่อนว่าช่วงที่จะไปมีการจัดแสดงงานของใครบ้าง แต่ถ้าหากไม่อินก็ข้ามได้เช่นกันค่ะ

แหล่งชอปปิ้ง
สำหรับเรา เราได้ของน้อยมากจากปารีส ด้วยที่ส่วนใหญ่จะเป็นแบรนด์เนมดังๆ ที่จะมีชอปอยู่ในห้างอย่าง Galeries Lafayette ซึ่งพอเดินจริงๆ ก็ไม่สนุกเท่าเดินห้างที่ไทย ส่วนย่านชอปปิ้งอย่างถนน Champs Elysees ก็ไปเดินดูได้ค่ะ แต่ก็จะเป็นชอปแบรนด์หรูซะส่วนใหญ่ ส่วนแบรนด์ที่ราคาย่อมลงมาหน่อยก็จะแทรกตัวเป็นชอป stand alone อยู่ตามซอยต่างๆ ค่ะ
หลังจากใช้เวลาวีคนึงในปารีสก็มีความรู้สึกในทางบวกกับเมืองนี้มากขึ้น เพราะอากาศดี เดินทางง่าย อาหารอร่อยมากกกก แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยอยู่ดี ยังต้องเดินแบบระวังตัว เพราะคนเยอะมากไม่ว่าจะที่ไหน เสียงดัง แล้วก็บางครั้งคนปารีสก็ไม่ได้แฮปปี้กับนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ และที่สำคัญคือค่าครองชีพแพง อยู่นานๆ ก็ไม่ค่อยจะไหวค่ะ ฮ่าๆ
แพคกระเป๋าแล้วเดินทางไป Barcelona กันต่อค่ะ ;>


Leave a comment