นับถอยหลังเหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือน Expo 2025 ก็จะปิดฉากลงแล้ว ตัวเราเองได้ไปเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมและก็ได้เขียนรีวิวให้กับอีกเว็บนึงไปแล้ว ตั้งแต่ซื้อตั๋วจนเดินเข้างาน ดังนั้นบทความนี้ก็จะเป็นเหมือนบันทึกความทรงจำมากกว่าเรารู้สึกอย่างไร ได้อะไรบ้าง และในรอบถัดไปที่จะไปจัดที่ซาอุดิอาระเบียเราหวังว่าจะเห็นอะไรบ้าง
ภาพรวมการจัดงาน
เมื่อตอนปี 2020 ที่ดูไบเป็นเจ้าภาพ เราได้เข้า Pavillion Japan และรู้สึกคาดหวังมากๆ ว่าญี่ปุ่นต้องจัดงานออกมาได้ดีแน่ๆ ความใส่ใจในรายละเอียดบวกกับความเก่งด้านนวัตกรรมของเค้าทำให้เราตั้งมาตรฐานไว้สูง และเฝ้าติดตามข่าวตลอด แต่เมื่อได้เจอกับด่านแรกคือการระบบการจองตั๋วบวกกับเว็บไซต์ที่ตั้งภาษาญี่ปุ่นเป็น default แถมด้วย user journey แบบที่คงจะมีแต่คนญี่ปุ่นนั่นแหละที่จะไม่หัวร้อน ประสบการณ์เริ่มแรกแบบนี้ก็ทำให้เราผิดหวังตั้งแต่ยังไม่ได้ออกจากบ้าน แม้ทางผู้จัดงานจะคาดการณ์ว่าน่าจะมีคนญี่ปุ่นมาเข้าชมงานเป็นสัดส่วนที่มากกว่าคนต่างชาติ แต่ก็ไม่ควรทำระบบที่มีแต่พวกคุณเข้าใจกันเอง เพราะนี่คืองานระดับโลก
สิ่งที่ทำได้ดี
- อาหาร: หากเทียบกับตอนปีที่ดูไบจัด ปีนี้ญี่ปุ่นทำได้ดีกว่ามากๆ ในเรื่องอาหารการกิน มีให้เลือกหลากหลายแล้วแต่ความสะดวก ทั้งแบบซื้อไวๆ ในร้านสะดวกซื้อ แบบนั่งกินในร้าน แบบซุ้มอาหาร แบบตู้กด และแต่ละ Pavilion ก็ยังมีร้านอาหารประจำชาติของตัวเองมากขึ้นด้วย ถ้าเข้าไปเพื่อประสบการณ์การกินอย่างเดียวก็ถือว่าคุ้มเช่นกันค่ะ
- ของที่ระลึก: แม้ว่า Myaku-Myaku จะไม่ได้ดูน่ารักอะไรขนาดนั้น แต่คนญี่ปุ่นก็สามารถเอาไปทำของที่ระลึก ของใช้ ขนม ของฝากใดๆ ต่างๆ ได้น่าซื้อขึ้นมาซะอย่างงั้น ต่อให้เราไม่ได้ชอบน้อง แต่สุดท้ายก็ต้องซื้ออะไรติดมือมาซักอย่างแน่นอนค่ะ
- ห้องน้ำ: เราชื่นชมจุดนี้มากๆ ด้วยขนาดของงานที่ใหญ่มากๆ และผู้คนที่มาก็ร้อยพ่อพันแม่ แต่ห้องน้ำในงานคือสะอาด ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ และไม่ต้องต่อคิวนานๆ ด้วย อีกทั้งในแต่ละจุดก็มีการออกแบบหน้าตาแตกต่างกันไป ให้สามารถนั่งรอ นั่งพัก ถ่ายรูปเล่นไปพลางๆ ได้ด้วย



สิ่งที่ไม่ประทับใจ
- Official website: สิ่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความงงทั้งหมดที่คนที่ต้องการจะเข้างานจะต้องเจอ ตั้งแต่ภาษาที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก การจัดวางข้อมูลที่กระจัดกระจายและเกินความจำเป็นในบางขั้นตอน ระบบคำค้นหาที่ประหลาด (ต้องพิมพ์คำค้นให้ถูกต้องทุกตัวอักษรรวมถึงการใช้ตัวพิมพ์ใหญ่-เล็ก) เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีแอปที่สุดท้ายบางฟังก์ชั่นก็ต้อง Redirect มาที่เว็บอีกทีอยู่ดี หลายอย่างที่เกิดขึ้นทำให้เราสงสัยว่าทำไมเค้าถึงเลือกใช้วิธีที่ยุ่งยากและซับซ้อนกับงานสเกลใหญ่ขนาดนี้
- ระบบการจองแบบ Lottery: นี่คือ Process ที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยมากสำหรับงานนี้ เราซื้อตั๋วเข้างาน 3 วัน เราต้องมาคอยเฝ้าทุกรอบของการจอง Pavilion ด้วยระบบนี้ เหมือนสร้างความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น และส่วนใหญ่มักจะใช้กับ Pavilion ของญี่ปุ่นเอง ในมุมส่วนตัวเรามองว่าระบบนี้ทำให้คนเข้าถึง Pavilion เหล่านี้ได้น้อย แทนที่จะใช้ระบบที่สนับสนุนให้คนเข้าไปดูงานของตัวเองได้เยอะๆ
- การเข้า–ออกงาน: เข้าก็เหนื่อยเพราะต้องยืนเข้าคิวกลางแดดร้อนๆ ส่วนตอนออกก็เหนื่อยหากออกหลัง 4 โมงเย็น เพราะเค้าจะบังคับให้เดินอ้อมลานที่ใหญ่ประมาณสนามฟุตบอล เพื่อประวิงเวลาไม่ให้คนไปแออัดในสถานีรถไฟ…
- ภาษา: ขอย้ำอีกครั้งว่านี่คืองานที่ต้องต้อนรับคนทั้งโลก แต่ Staff ส่วนกลางทั้งหลายก็ยังพ่นภาษาญี่ปุ่นใส่เราโดยไม่สนใจว่าเราจะรู้สึกยังไง โดยเฉพาะในจุดที่ต้องการข้อมูล เช่น จุดเข้าคิวที่ปิดๆ เปิดๆ ตามความยาวของคิว พอเป็นต่างชาติมาถามก็ทำหน้าไม่รู้และไม่สื่อสารอะไร แต่พอคนญี่ปุ่นมาถามนี่ตอบยาวตอบละเอียดมาก
ภาพรวม Pavilions
อย่างที่บอกไปคือปีนี้แต่ละ Pavilion มีการจัดโซนร้านอาหารของตัวเองขึ้นมากันมากขึ้น ตอนแรกเราเลยตั้งใจว่าอาจจะมีวันนึงไปดูร้านอาหารพวกนี้เยอะหน่อย แต่พอเอาเข้าจริงไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะต้องรอคิวนานมากกกกก เรียกได้ว่าต้องมาต่อคิวแต่เช้าเพื่อให้ได้กินมื้อเที่ยงพอดี เราเลยได้กินแต่ของ Pavilion Korea ตอนค่ำๆ ที่ไม่ค่อยมีคนแล้ว ซึ่งก็อร่อย แฮปปี้มากค่ะ ส่วนเนื้อหาจัดแสดงของแต่ละประเทศนั้นก็มีทั้งชอบและผิดหวังตามความเห็นส่วนตัวด้านล่างนี้เลยค่า
Pavilion ที่ชอบ
- PASONA NATUREVERSE: Pavilion นี้จะมีเนื้อหาที่เนิ้ดมากๆ แต่ก็สามารถเอาเจ้าหนู Astro boy มาเชื่อมโยงเรื่องราวได้อย่างแนบเนียน ในนี้จะมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์ที่มากกว่าแค่ได้ดู แต่ได้ลองใช้ด้วย! และแม้ว่าจะเนิ้ด แต่แสงสีเสียง Experience ต่างๆ ก็ดีมาก

- Germany: ปีนี้พี่เยอรมนีมาในแนวน่ารักเพื่อให้เข้ากับการมาเยือนญี่ปุ่นด้วยการสร้างน้อง Circulars ไกด์พาชม Pavilion ที่พูดได้ 3 ภาษา ให้เราเลือกได้ว่าจะฟังภาษาไหน เป็นกิมมิคที่ไม่มีประเทศไหนทำเพื่อทลายกำแพงภาษาให้ผู้เข้าชมได้แบบนี้ เราชื่นชมมากๆ เลยค่ะ


- UAE: ส่วนตัวเราชอบการออกแบบและใช้วัสดุของ Pavilion นี้ เพราะสามารถทำให้วัสดุง่ายๆ อย่างใบจากต้นปาล์ม ที่เดิมใช้ในงานจักสานตะกร้า เสื่อ มาทำเป็นงานอินทีเรียที่ดูแพงได้อย่างดีเลยค่ะ


- China: พี่จีนในปีนี้เราว้าวกับความเรียบแต่ยังคงความอลังการตามสไตล์พี่ใหญ่ ปี 2020 นั้นเราจำได้ว่าเป็น Pavilion ที่ใช้ไฟสีๆ จนดูเลอะเทอะไปหมดเลยทำให้ปล่อยผ่านไปไม่ได้เข้าไปดู แต่ปี 2025 นี้ทำได้เป็นจีนสมัยใหม่มาก เนื้อหาข้างในก็โชว์นวัตกรรมผสานกับการเล่าเรื่องได้ดี ไม่ล้นจนเกินไป และยังคงอัตลักษณ์ของจีนไว้ได้อย่างเหมาะสมด้วย

Pavilion ที่มีคอนเทนต์
- Blue Ocean Dome: หลายคนอาจจะเห็นคลิปจาก Pavilion นี้แล้ว เพราะเป็น Installation ที่ดูเพลินมากในรหว่างรอเข้าชมห้องต่างๆ โดยเนื้อหาหลักจะเล่าเรื่องการรักษาระบบนิเวศน์ทางทะเล มี 3 โดม โดยเมื่อเดินเข้าไปโดมแรกเราจะเจอกับ Installation น้ำไหล ประกอบการให้ข้อมูลว่า Pavilion นี้สร้างจากวัสดุ 3 อย่างคือ ไม้ไผ่ CFRP (Carbon Fiber Reinforced Plastic) และกระดาษ ซึ่งเมื่อจบงานแล้ว Pavilion นี้มีแผนว่าจะถูกรื้อถอนและนำไปติดตั้งใหม่ที่เกาะมัลดีฟส์! โดมถัดมาจะเป็นส่วนให้เราดูหนังเกี่ยวกับระบบนิเวศน์ทางทะเล และโดมสุดท้ายจะจัดแสดงโปรดักต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมค่ะ

- Earth Mart: เป็น Pavilion ที่พูดถึงการบริโภคของมนุษย์ที่เปรียบโลกของเราเป็น Supermarket และมนุษย์เรานี่แหละที่เสาะแสวงหาสิ่งต่างๆ มาบริโภคมากขึ้นๆ ทุกปี ในนี้จะมีทั้ง Installation น่ารักๆ และ Interactive ให้เล่นพอเป็นกิมมิคแต่ถ่ายรูปสวยค่ะ นอกจากนี้ก็จะมีนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารในอนาคตตอนท้ายก่อนออกจาก Pavilion ค่ะ




- Netherlands: เนื่องจากเนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับน้ำ เค้าเลยเล่าผ่านกิมมิคลูกบอลไฟให้เราได้เชื่อมเป็นส่วนหนึ่งกับสายน้ำ แล้วเดินทางไปด้วยกันค่ะ คลิปถือลูกบอลไฟจาก Pavilion นี้ก็เห็นบ่อยพอสมควรเลยค่ะ

- France: ความที่ปีนี้ฝรั่งเศสมีการจับมือกับแบรนด์ต่างๆ ของบ้านเค้าเองในการสร้าง Pavilion นี้ร่วมกัน เราจึงได้เห็น Exhibition ในสไตล์ของแบรนด์นั้นๆ อย่าง LV และ Dior รวมถึงความอลังการของงานไฟวิบวับก็ทำให้น่าถ่ายน่าแชร์ไปทุกจุดเลยค่ะ แต่จุดที่จะทำให้ท้อคือคิวค่ะ เพราะฝรั่งเศสเค้าให้ต่อคิวยาวไปได้เรื่อยๆ ไม่มีการตัดเป็นรอบๆ ทำให้แถวของฝรั่งเศสยาวไปจนถึง Grand ring แต่ก็เป็นแถวยาวที่เคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ ค่ะ ก็ทำให้มีกำลังใจรอมากขึ้น : )

Pavilion ที่ผิดหวัง
- Korea: เมื่อเทียบกับปี 2020 ที่ตัวอาคารจะมีความโดดเด่นเรียกความสนใจได้มาก แต่ปีนี้ค่อนข้างผิดหวัง งานออกแบบอาคารเน้นความเรียบ มีลักษณะคล้ายกับ Pavilion Brazil ในปี 2020 คือเป็นเหมือนกล่องสีขาวครอบลอยจากพื้น เผยให้เห็นความเคลื่อนไหวด้านในเล็กน้อย ส่วนด้านหน้าจะเป็นจอขนาดยักษ์เรียบๆ เนื้อหาที่จัดแสดงอาจจะมีการบิวด์อารมณ์ในช่วงแรกด้วยดนตรีและไฟ แต่หลังจากนั้นก็เบามาก ออกมาก็จำอะไรไม่ค่อยได้เลย
- Nordic: ปีนี้เป็นการรวมตัวกันของ 5 ประเทศกลุ่มนอร์ดิก (สวีเดน ฟินแลนด์ เดนมาร์ก นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์) เราก็คาดหวังว่ามันจะต้องว้าว ต้องมีกิมมิคเจ๋งๆ มาแน่นอน แต่พอเข้าไปดูจริง เนื้อหาที่จัดแสดงเป็นแค่โถงที่มีรูปห้อย เล่นไฟนิดหน่อย และเนื้อหาก็ให้เดินอ่าน จบ พอออกมาก็มีร้านขายของจากแบรนด์นอร์ดิกทั้งหลาย แต่ก็ไม่ได้ฉ่ำใจขนาดนั้น มีอย่างละนิดละหน่อย ส่วนร้านอาหารที่มีการบอกไว้ว่ามีเมนูที่ออกแบบมาเพื่องานนี้ มีสวนอะไรใดๆ ก็เหมือนจะถูกซ่อนไว้ น่าจะเป็นชั้น 2 ของอาคาร โดยมีทางเข้าลับๆ ซ่อนอยู่ด้านข้าง ในฐานะติ่งนอร์ดิกก็รู้สึกผิดหวังและเสียดายแทนมากๆ ค่ะ
- Switzerland: ปี 2020 เราประทับใจความอลังการของพรมสีแดงด้านหน้าที่รับกับการสะท้อนไปที่กระจกของตัวอาคาร เป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่โดดเด่น พอปีนี้มาในธีมหวานๆ เน้นความพืชพรรณดอกไม้ต่างๆ ใช้รูปทรงของ bubble เป็นรูปทรงของอาคาร ก็เลยรู้สึกว่าเบาเกินไป ซึ่งจริงๆ ก็เป็นความตั้งใจที่ต้องการให้โครงสร้างเบา ลดการปล่อยก๊าซ CO2 แต่ก็นั่นแหละค่ะ ความจึ้งก็เลยลดลงไปด้วย
สำหรับ Pavilion ของประเทศเจ้าภาพในปี 2030 Saudi Arabia เค้าจำลอง Souk หรือตลาดในแถบตะวันออกกลางให้เราเดินไปตามซอยต่างๆ เพื่อเข้าไปดูเนื้อหาที่จัดแสดงแยกไว้เหมือนเดินเข้าไปในร้านในตลาด โดยรวมเราชอบการออกแบบที่เรียบและดูแพง แต่อาจจะไม่ได้มีความว้าวมากนัก เพราะเนื้อหาทั้งหลายในมุมของวัฒนธรรมควบคู่กับโปรเจ็กต์ต่างๆ ที่จะเกิดในอนาคตอันใกล้ของซาอุดิอาระเบียนั้นก็จะถูกเล่าผ่านจอ ซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นจริงก็เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นทีเดียว
สิ่งที่เฝ้ารออยากเห็นคือการนำเสนออัตลักษณ์และเรื่องราวของซาอุฯ ที่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น และล้ำมากขึ้น รวมถึงส่วนต่อยอดต่างๆ เช่น การท่องเที่ยว อาหาร และวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งก็ต้องคอยดูกันอีกทีว่าซาอุฯ จะปล่อยของเด็ดอะไรในอีก 5 ปีข้างหน้าค่ะ ; >





Leave a comment