นี่คือเมืองสุดท้ายของเราในทริปนี้แล้วค่ะ เจนีวา เราชอบได้ยินชื่อเมืองนี้บ่อยๆ ในพวกข่าวที่บอกว่าคนนั้นคนนี้เดินทางไปประชุม ไม่ค่อยโดดเด่นเรื่องท่องเที่ยวเมื่อเทียบกับเมืองใกล้เคียง เราเลยไม่ได้คาดหวังความหวือหวาจากเมืองนี้มากนัก เน้นเดินเล่นในเมือง ดูมิวเซียม ชอปปิ้งก่อนกลับไทยซะมากกว่า แต่จุดที่เราชอบมากๆ และใช้เวลาอยู่ตรงนั้นประมาณครึ่งวันได้ก็คือ บริเวณริมทะเลสาบเจนีวา

สถานีรถไฟเจนีวา
เนื่องจากเราไม่ได้หาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเมืองนี้มาก่อนเลย เราจึงมีความสงสัยหลายอย่างมากตั้งแต่ขึ้นรถไฟจาก Zermatt เราสังเกตว่าคนที่ขึ้นมาส่วนใหญ่พูดฝรั่งเศส (ที่ Zermatt ใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก) และเมื่อลงมาถึงสถานีเจนีวาก็มีด่านศุลกากร และป้ายต่างๆ ภาษาที่คนท้องถิ่นพูด ก็กลายเป็นภาษาฝรั่งเศสไปหมด
ด้วยความไม่ได้คาดว่าจะมีสิ่งแปลกใหม่นี้ ก็เลยลองเสิร์ชหาข้อมูลเกี่ยวกับด่านศุลกากรที่สถานีเจนีวาว่าถ้าเจอต้องทำไง ก็ได้คำตอบว่า ด่านนี้เอาไว้สำหรับตรวจเฉพาะคนที่เดินทางมาจากฝรั่งเศสเท่านั้น (รถไฟ TGV หรือ TER) ถ้าเดินทางมากับรถไฟสวิสก็ผ่านไปได้เลย ไม่ต้องเลิ่กลั่กอะไรนะคะ ฮ่าๆ
ที่พักและการเดินทางในเมือง
เราเลือกพักที่ B&B Hotel Geneva Airport เพราะเดินทางแป๊บเดียวก็ถึงสนามบิน หากใครชอบความสงบเงียบก็แนะนำที่นี่เลยค่ะ แต่อาจจะหาของกินยากหน่อยเพราะไม่มีร้านอาหารให้เลือกมากนัก มีร้านสะดวกซื้อเล็กๆ แต่ที่โรงแรมก็มีตู้กดขนม น้ำ ให้บริการที่ล็อบบี้ตลอดเวลาค่ะ
ที่โรงแรมนี้เค้ามีบัตรเดินทาง Geneva Transport Card ให้เราด้วยนะคะ ใช้ขึ้นรถ ลงเรือในเขต Canton of Geneva ได้หมดเลยตลอดช่วงเวลาที่เราพักกะเค้า เพราะฉะนั้นก็สบายใจเรื่องการเดินทางในเมืองไปได้เลยค่ะ 🙂
ดูอะไรในเจนีวา
กรุงเจนีวานี้เคยมีอดีตเรื่องการแย่งชิงเพื่อปกครองพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน ซึ่งก็พอเดาออกว่าต้องเป็นฝรั่งเศสแน่ๆ ที่อยากจะได้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของความอุดมสมบูรณ์นี้เช่นกัน แต่สุดท้ายเจนีวาก็เป็นอิสระจากฝรั่งเศสและได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสวิตเซอร์แลนด์ในช่วงศตวรรษที่ 19 ด้วยการต่อสู้ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ เจนีวาก็ถูกยกให้เป็น World’s humanitarion capital หรือเมืองหลวงด้านมนุษยธรรมของโลก มีองค์กรระหว่างประเทศมากมายมาตั้งสำนักงานใหญ่ที่เมืองนี้ด้วยเหตุผลทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและความเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงได้ยินชื่อเมืองนี้บ่อยๆ ในข่าวการประชุมระดับนานาชาตินั่นเอง
ดังนั้น สถานที่สำคัญที่เราอยากไปดูก็จะเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้แหละ ที่แรกเลยคือ International Museum of the Red Cross and Red Crescent มิวเซียมนี้จะจัดแสดงผลงานด้านมนุษยธรรมที่องค์กร Red Cross and Red Crescent ได้เคยให้ความช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นนักโทษสงคราม ผู้ประสบภัย ผู้ลี้ภัย เป็นต้น แม้ว่าเนื้อหาจะฟังดูหนัก แต่ว่าการจัดแสดงไม่น่าเบื่อนะคะ มีเกมให้ลองเล่นด้วยว่าถ้าหากเกิดภัยพิบัติขึ้นมา เราจะแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้น






หลังจากดูมิวเซียมจบแล้ว เราก็เลี้ยวขวาออกเดินตรงมาตามถนนเพื่อไปยัง Broken Chair ซึ่งจะตั้งประจันหน้ากับองค์การสหประชาชาติ (UN) ระหว่างทางก็จะมีรูปปั้นมหาตะมะ คานธี ตั้งอยู่ในสวนทางซ้ายมือด้วย สามารถข้ามถนนไปดูใกล้ๆ ได้เลย




อีกที่นึงที่พลาดไม่ได้เลยคือ ทะเลสาบเจนีวาและน้ำพุเจ็ทโดว (Jet d’Eau de Genève) เป็น public space ที่เรียบง่าย สวยงาม และเหมาะกับการมานั่งเหม่อมากๆ อากาศดี ลมเย็น วิวดีมากกก เมื่อเดินเลียบทะเลสาบมาเรื่อยๆ จะเจอกับ Bains des Pâquis ซึ่งเค้าสร้างเป็นเหมือนชายหาดที่ยื่นเข้าไปในทะเลสาบ โดยมีการจัดสัดส่วน facility ให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ตามฤดูกาลไว้อย่างเหมาะสม มีห้องสำหรับเปลี่ยนชุดให้บริการสำหรับคนที่จะลงเล่นน้ำ มีโซนร้านอาหารให้นั่งกินเป็นกิจจะลักษณะ มีผู้คนมาทำกิจกรรมหลากหลายมากรอบๆ ทะเลสาบนี้ มีคนว่ายน้ำเล่นในทะเลสาบ ขณะเดียวกันก็มีหงส์ว่ายน้ำไปมาจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่งแล้วแต่ว่าฝั่งไหนจะมีคนเอาขนมปังมาโปรยให้ มีคนมานั่งจีบกัน มีคุณตาคุณยายเดินจูงมือ มีสนามให้เด็กเล่น แค่ได้นั่งมองทุกอย่างเคลื่อนไปก็รู้สึกว่า ดีจังเลย มีความสุขจัง…





มีอีกมิวเซียมนึงที่คนรักนาฬิกาไม่ควรพลาด นั่นคือ Patek Phillippe Museum เพราะเป็นเมืองต้นกำเนิดของนาฬิกาแบรนด์เก่าแก่นี้เลย มิวเซียมนี้อยู่ห่างออกมาจากใจกลางเมืองนิดนึงประหนึ่งเป็นมิวเซียมลับ เพราะเป็นตึกที่ตั้งอยู่ในซอยอีกที เมื่อเข้าไปในตัวอาคาร ตรวจตั๋วใดๆ เรียบร้อยเค้าก็จะแนะนำให้เราขึ้นลิฟต์ไปชั้นบนสุดแล้วเดินไล่ลงมาที่ชั้นล่าง สิ่งที่จัดแสดงในมิวเซียมนี้เราขอแบ่งเป็นกว้างๆ คือ ส่วนแรกเป็นนาฬิกาที่คุณ Phillipe เก็บสะสมมาเป็นคอลเลคชันส่วนตัว ถามว่ามีมากแค่ไหน ก็คือ มีเป็นพันๆ เรือน สามารถมาไล่เรียงเป็นแต่ละช่วงปีให้เห็นวิวัฒนาการของการทำนาฬิกาได้เลย และอีกส่วนจะเป็นนาฬิกาของ Patek Philippe ทั้งหมดที่ได้ผลิตมา ให้ใครสนใจเราแนะนำให้จองตั๋วล่วงหน้าไปก่อนนะคะ https://www.patek.com/en/museum/the-patek-philippe-museum
ชั้น 3
จัดแสดงประวัติการก่อตั้งแบรนด์ ห้องทำงาน และห้องสมุด



ชั้น 2 และชั้น 1
ชั้น 2 จัดแสดงคอลเลคชั่นนาฬิกาในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ที่คุณ Philippe เก็บสะสมไว้ และชั้น 1 จะเป็นคอลเลคชั่นของ Patek Philippe






ชั้น G
จัดแสดงโซนทำงานของช่างนาฬิกาและเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ประกอบนาฬิกา



เราว่า เจนีวา เป็นเมืองที่เหมาะกับการมาทำ social detox เมืองหนึ่ง เพราะบรรยากาศมันดี ไม่มีความวุ่นวายให้หงุดหงิดใจ มี public space ที่เรียบง่ายให้คนมาพักผ่อน รวมตัว สนทนากันได้ ติดแค่อย่างเดียวก็คือค่าครองชีพแพงนิดนึง แต่โดยรวมก็ถือว่าเป็นทริปที่คุ้มตั้งแต่อยู่ Zermatt แล้วค่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ 🙂


Leave a comment