ทริปนี้เป็นทริปที่ใช้โชคชะตานำพามากๆ ด้วยความที่ภารกิจมากมายตั้งแต่ต้นปี จนวันเวลาผ่านไป รู้ตัวอีกทีฉันก็นึกขึ้นได้ว่าควรจะต้องเตรียมทริปในช่วงปลายปีได้แล้ว ด้วยความจวนตัว คิดไปคิดมาหลายคืน นั่งดูราคาตั๋วแต่ละที่แล้วก็แพงๆ ทั้งนั้น จนอยู่มาวันนึงก็นึกขึ้นได้ ลองให้ Google Flights ช่วยนำทางหน่อย ก็เลยใส่เฉพาะช่วงเวลาเดินทางที่ต้องการ แล้วก็เริ่มไล่ดูว่าเมืองไหนที่ค่าตั๋วน่ารักบ้าง หวยออกที่ มิลานและเจนีวาค่ะ 🙂
การวางแผนเส้นทางของทริปจึงมีมิลานเป็นจุดเริ่มต้นและเจนีวาเป็นปลายทางสุดท้ายก่อนกลับเมืองไทย เราจึงเริ่มมาสำรวจว่าระหว่างทางเราจะแวะเมืองไหนเพิ่มอีกบ้างที่ไม่ย้อนเส้นทางมากเกินไป เราจึงเลือกไปเที่ยว Como แบบไป-กลับจากมิลาน ไม่ค้างคืน และ Zermatt แบบค้าง 3 คืน แล้วจึงมุ่งหน้าไปเจนีวา

วิธีการเดินทางที่…
แม้ว่าเราจะเดินทางด้วยรถไฟในยุโรปมาแล้วหลายเมือง แต่สำหรับอิตาลีนั้นต่างออกไปเล็กน้อย มันจะมีความทริคกี้บางอย่างที่ถ้าหากคุณเด๋อๆ ด๋าๆ ไม่ศึกษาไปก่อน ก็อาจจะโดนจับเพราะความไม่รู้ก็เป็นได้ เราจึงต้องขอขอบคุณบทความ ตีตั๋วทัวร์อิตาลี มากๆ ที่เล่าเรื่องการเดินทางในอิตาลีได้ครอบคลุมมากๆ เราขอแบ่งเป็น 2 เรื่องคือ
- การเดินทางจากสนามบิน MXP เข้าสู่ใจกลางเมือง ส่วนมากก็จะไปที่สถานี Milano Centrale เราซื้อตั๋วจากตู้ kiosk ที่สนามบิน เมื่อได้ตั๋วมาแล้วอย่าได้คิดว่าเสร็จสิ้น เราต้องเอาตั๋วนี้ไปสแกนก่อนขึ้นรถไฟตามที่ได้อ่านมา แต่ระหว่างทางจนถึงชานชาลาเราก็พยายามหาว่าตรงไหนหรอที่เราจะสแกนตั๋วในมือนี่ได้บ้าง จนไปสังเกตเห็นแท่งๆ นึงที่มีกล่องเล็กๆ ติดอยู่ เป็นกล่องต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นสิ่งที่เราตามหา แต่ก็รอดูว่ามีคนใช้งานมันยังไง ซักพักก็มีคนนึงเดินมาเสียบตั๋วเข้าไปแล้วเครื่องก็ร้องตี๊ด ใช่แล้ว! เครื่องสแกนตั๋ว หลังจากเราเอาตั๋วไปสแกนเรียบร้อย ก็มีสาวต่างชาติที่นั่งข้างๆ ลุกขึ้นไปทำบ้าง เป็นอันเสร็จพิธีกรรมแรกของการเข้าสู่ใจกลางเมืองมิลาน
- ด่านต่อมาคือการซื้อตั๋วเพื่อเดินทางภายในเมือง ในวันแรก ด้วยความที่เห็นตู้ kiosk ขายตั๋ว เราก็มุ่งไปซื้อที่นั่นก่อนเลย แม้จะอ่านมาแล้วว่าต้องไปซื้อที่ร้านขายบุหรี่ก็ตาม สิ่งที่แปลกใจคือ ที่ตู้ kiosk ทำไมไม่เห็นมีตั๋วเดินทาง 3 วันให้เราเลือกเลย ในใจก็คิดว่าเค้าคงยกเลิกไปแล้วมั้ง ก็ซื้อแบบ 90 นาทีมาใช้ไปก่อน (2.20 EUR) พอวันถัดมา เราสังเกตเห็นร้านขายของชำมีคนต่อแถวยาวออกมานอกร้าน เลยเดินเข้าไปดูซักหน่อย แล้วก็เจอสิ่งที่ตามหาอีกครั้ง! ที่กระจกร้านมีป้ายติดไว้ชัดเจนว่ามีตั๋วเดินทางแบบ 3 วัน ขายในราคา 15.50 EUR เราไม่รอช้า เข้าไปต่อแถวซื้อทันที หลังจากนี้คือเดินทางได้อย่างสบายใจเลยค่ะ
เที่ยวได้ละ
สำหรับมิลาน เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะไปตามรอยประวัติศาสตร์อะไรเลย เพราะว่าเราเริ่มวางแผนทริปช้า สถานที่ที่เป็นหมุดหมายที่ได้รับความนิยมต่างๆ จึงไม่มีที่เหลือให้เราอีกแล้ว เราจึงตั้งเป้าหมายใหม่ว่าเราจะเน้นไปกินอาหารอิตาเลียนแท้ๆ อร่อยๆ แทน ส่วนสถานที่เที่ยวเป็นเป้าหมายรองค่ะ ;>
เราใช้เวลาที่มิลาน 4 วัน 4 คืน โดยเลือกพักที่ Spice Hotel Milano ซึ่งถือว่าเป็นโรงแรมที่สะดวกมากเพราะใกล้กับสถานี Milano Centrale และสถานีรถไฟใต้ดิน Centrale FS สุดๆ มีร้านอาหารหลากหลายราคาให้เลือกได้ไม่ซ้ำ ข้อเสียเล็กน้อยคืออาจจะมีเสียงดังจากถนนในช่วงเวลาเร่งด่วนหรือกลางคืนบ้าง เนื่องจากโรงแรมอยู่ติดกับถนนเลยค่ะ
ร้านอาหารอิตาเลียนในละแวกนี้ที่เราไปกินแล้วชอบก็คือ Baldassarre เดินจากโรงแรมไปประมาณ 4 นาที เป็นร้านเล็กๆ ที่มีคนเต็มร้านพอสมควร แต่เรามักจะไปถึงก่อนเวลาอาหารของคนอิตาเลียน ก็เลยไม่ต้องรอคิวค่ะ พอนั่งทานไปซักพักร้านก็จะเต็มทุกโต๊ะ



อีกร้านนึงที่เป็นตัวเลือกที่โอเค หากไม่ต้องการพิธีรีตองมากก็คือ Nico Quick Bite เดินประมาณ 3 นาทีจากโรงแรม ราคาไม่แรงมาก
Bosco Verticale & BAM
วันแรกเราเดินทางถึงมิลานประมาณ 7 โมงเช้า กิจกรรมที่จะทำในวันนี้จึงเป็นการเดินสำรวจเมืองในระยะใกล้ๆ เพราะอยากจะกลับไปเช็คอินโรงแรมและเก็บของในช่วงบ่ายและก็อาจจะแอบงีบนิดนึงด้วย เราจึงคิดว่าไปเดินเล่นแถวๆ Bosco Verticale และ BAM (Biblioteca degli Alberi Milano) น่าจะดี แต่พอไปถึงจริงๆ เจ้าตึก Bosco Verticale ที่เห็นในรูปสวยๆ มีความเขียวๆ ของต้นไม้ที่แทรกตัวอยู่ตามชั้นต่างๆ ของตึกก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะเราไปในฤดูหนาว เราเลยได้เห็นเป็นต้นไม้แห้งๆ สีน้ำตาล สีส้มสลับขึ้นมาแทน ส่วน BAM หรือถ้าแปลเป็นไทยคือ ห้องสมุดต้นไม้ ที่นี่ถูกออกแบบให้เป็นโซนสีเขียวของมิลาน ให้ผู้คนได้มาพักผ่อนหรือทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน โดยต้นไม้แต่ละชนิดที่ปลูกก็จะมีหลากหลายชนิดและถูกจัดวางให้เหมาะสมกับพื้นที่และประสบการณ์ที่ออกแบบไว้ และมีป้ายบอกรายละเอียดของต้นไม้ชนิดนั้นๆ ด้วย ถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้ผลิน่าจะมีสีสันกว่านี้มากเลยค่ะ ถ้าสนใจรายละเอียดเข้าไปดูที่เว็บ https://bam.milano.it/ เลยค่ะ เค้าทำไว้ดีมากๆ สามารถจิ้มดูได้ด้วยว่าต้นไม้ชนิดใดอยู่ตรงจุดใดของสวน


หลังจากเดินข้ามสวนมาอีกฝั่งแบบมั่วๆ ก็มาเจอ Piazza Gae Aulenti ตรงนี้เหมือนเป็นแหล่งชุมนุมของชาวออฟฟิศ ถ้ามองจากด้านนอกจะเห็นเป็นตึกที่โอบล้อมเป็นวงกลม มีทางให้เดินเข้าสู่พื้นที่ด้านในซึ่งเป็นลานน้ำพุและมีร้านค้าต่างๆ รายรอบ ลงไปชั้นใต้ดินจะมีร้านอาหารและ supermarket ให้ได้ไปเดินหาของกินมื้อกลางวันได้พอดีค่ะ
Shoah Memorial of Milan
หลังจากทานมื้อเที่ยงเสร็จแล้ว เราก็เจอมิวเซียมนึงที่อยู่แถวโรงแรมพอดี เราจึงแวะมาดูหน่อย ที่นี่เป็นอนุสรณ์สถานเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปลาย 1943 – ต้น 1945) ในช่วงเวลานั้นที่นี่ถูกสร้างให้เสมือนว่าเป็นจุดรับส่งสินค้าและไปรษณีย์ เพื่ออำพรางจุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือใช้ขนส่งชาวยิวจากใจกลางเมืองสู่ค่ายกักกันต่างๆ หลังจากจบสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานที่นี้ก็ถูกกลับมาใช้ขนส่งสินค้าอีกครั้ง และหลายปีต่อมาก็ถูกปรับเป็นอนุสรณ์สถานและมีห้องสมุดเพื่อสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้ด้วย ค่าเข้าสำหรับผู้ใหญ่ 10 EUR ค่ะ





Foundation Prada (Fondazione Prada)
ความที่ไม่เหลือตัวเลือกมากนัก วันถัดมาเราเลยลองเลือกมิวเซียมที่อาจจะไม่แมสมากสำหรับมิลานก็คือที่นี่เลยค่ะ Foundation Prada ที่นี่ไม่มีกระเป๋า รองเท้า หรือสินค้าใดๆ ของ Prada วางขาย แต่เป็นที่จัดแสดงงานศิลปะรูปแบบต่างๆ ที่สามารถเดินดูได้ทั้งวัน มีอาคารจัดแสดงงานแยกกันหลายอาคาร หลากรูปแบบ บางอันต้องเดินลงไปชั้นใต้ดินบ้าง ซึ่งก็เพลินๆ ดีค่ะ ส่วนด้านหน้าก็จะมีคาเฟ่ชื่อ Bar Luce ที่มีการออกแบบและใช้วัสดุ สีสัน มีความวินเทจของอิตาลีช่วง ’50-’60 น่ารักดี สาวๆ ต้องชอบแน่นอน เสียอย่างเดียวคือพนักงานจะดูหยิ่งๆ หน่อยแค่นั้นค่ะ ส่วนที่เราชอบคือการเล่นกับวัสดุที่ใช้ในส่วนต่างๆ ของอาคาร แม้แต่ห้องน้ำ!











นอกจาก Foundation Prada แล้ว ยังมีอีกมิวเซียมที่อยู่ใกล้ๆ กันเลยคือ STEP FuturAbility District เป็นมิวเซียมที่พูดถึงโลกอนาคต มี interactive ให้เล่น ก่อนไปต้องจองเวลาเข้าก่อนล่วงหน้า โดยเค้าจะแบ่งเป็นรอบๆ นะคะ ไม่สามารถซื้อตั๋วที่เคาน์เตอร์แล้วเดินเองได้เลยค่ะ
หลังจากเดินจนฉ่ำใจ เราก็ต้องออกหาของกินอร่อยๆ ในละแวกใกล้เคียง ซึ่งบอกตามตรงว่าไม่มี ฮ่าๆ เราเลยลองหาดูจากในแมปว่ามีร้านดีๆ ที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหนบ้าง ก็เลยได้มาจบที่ร้าน Magnamm ถ้าเดินอย่างเดียวก็ประมาณ 15 นาที ไกลอยู่แต่ก็คุ้มค่ามากค่ะ ร้านนี้คนแน่นร้านพอสมควร บรรยากาศค่อนข้างกันเอง เราเดินเข้าไปแบบอ่านอะไรในนั้นไม่ออกซักคำ เพราะเมนูเป็นภาษาอิตาเลียนล้วน ก็จิ้มๆ เมนูพาสต้าไปอันนึง จำไม่ได้ด้วยว่าชื่ออะไรแต่อร่อยเฉย แม้ว่าหน้าตาจะดูจืดๆ ครีมมี่ๆ แต่มีอะไรไม่รู้เค็มๆ มาตัดเลี่ยน รวมๆ แล้วชอบค่ะ

Lake Como
ความคิดเราง่ายๆ ในตอนแรกคือกะว่าจะไปนอนแถวๆ ทะเลสาบโคโมซักคืนแล้วก็นั่งรถไฟต่อไป Zermatt ก็น่าจะดี เพราะเหมือนว่ามันจะเป็นเมืองทางผ่านอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริงนั้นหากจะเข้า Zermatt ต้องไปขึ้นรถไฟที่มิลานเท่านั้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะไปค้างโคโม ดังนั้นเราเลยเลือกจะไปเช้า บ่ายกลับแทน เพราะใช้เวลาแค่ชั่วโมงเดียวต่อขา จองตั๋วเองง่ายๆ ที่นี่เลย Trenitalia
การเดินทางจากมิลานไป Lake Como ที่ง่ายสุดๆ ก็คือรถไฟ ขึ้นที่สถานี Milano Cadorna แล้วนั่งยาวๆ ไปลงที่ Como Lago หรือนอกจากสถานีนี้แล้วก็จะมีสถานี Como San Giovanni ซึ่งก็ถึงเหมือนกันแค่อยู่คนละฝั่งเฉยๆ ถ้าอยากลองทั้งสองแบบก็เลือกได้ค่ะ แค่ Como Lago จะอยู่ใกล้ทะเลสาบมากกว่า พอเดินลงจากสถานีปุ๊บก็เจอวิวว้าวๆ ของทะเลสาบเลยทันทีค่ะ 🙂



แม้ว่าเมืองนี้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวที่ซื้อทัวร์เดินทางเข้ามาตลอดทั้งวัน แนะนำว่าให้ไปถึงช่วงเช้าๆ เลยจะดีค่ะ ทุกอย่างยังคงสงบ พอสายๆ หน่อยคนจะเริ่มเดินกันเยอะทั่วทุกมุมถนน ร้านอาหารที่เป็นที่นิยมจะซ่อนตัวอยู่ตามซอกตึกเล็กๆ เราเดินเล่นๆ ผ่านไปตามตรอกต่างๆ มองเข้าไปจะเห็นคนแน่นหลายร้านเลย หากต้องการจะกินร้านเด็ดจริงๆ ก็ต้องวางแผนเผื่อเวลากันนิดนึงค่ะ
แหล่งชอปปิ้ง
ความที่เรากลัวโจร เลยเลี่ยงที่จะไม่ใช้เวลานานๆ ตรงโซนที่นักท่องเที่ยวเยอะๆ เช่นแถวๆ มหาวิหาร Duomo สำหรับเราโซนที่ดูเสี่ยงภัยน้อยหน่อยคือแถว Cordusio แม้ว่าคนจะเยอะแต่ถนนกว้าง ไม่ดูแออัดเกินไป และก็ร้านส่วนใหญ่ค่อนข้างเป็นแบรนด์ที่จับต้องได้ค่ะ
สรุป มิลานสำหรับเรา สิ่งที่ชอบที่สุดคงเป็นอาหาร ถ้าได้ไปอิตาลีอีกก็คงจะเน้นเรื่องกินเหมือนเดิม รองลงมาคือเรื่องการเดินทาง มีบัตรใบเดียวไปได้ทุกที่และตรงเวลา ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบอันดับ 1 เลยคือ กลิ่นบุหรี่ คนที่นี่เดินสูบบุหรี่เป็นปกติมากแม้ว่าจะเป็นที่สาธารณะ การเดินแกว่งบุหรี่ไปมาบนชานชาลานี่คือที่สุด ขนาดเราที่ไม่ได้แพ้ควันพวกนี้ยังแสบจมูก ต้องเดินหนีตลอด ถัดมาคือเรื่องภาษา อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ไม่ชอบ แต่ก็ต้องทำใจว่าบางอย่างจะไม่มีภาษาอังกฤษให้อ่าน เช่น เมนูอาหารบางร้าน เป็นต้น ข้อสามคือ คนที่ไม่ดื่มกาแฟอย่างเราต้องทำใจเลยคือ ชาแพงกว่ากาแฟมาก ส่วนกาแฟถูกมากจนต้องยอมกินกาแฟไปเพราะมีตัวเลือกมากกว่าและถูกกว่า และสุดท้าย อาหาร 1 จานของเค้าใหญ่มาก ฮ่าๆ สำหรับเราคือแบ่งได้ 2-3 จาน เราเลยต้องเก็บพวกพาสต้าไว้เป็นมื้อที่อยากกินหนักๆ จะได้ไม่รู้สึกผิดเกินไป แฮ่ๆ
ออกเดินทางไป Zermatt กันต่อค่ะ :>


Leave a comment