2023Fr_SOKNT: ญี่ปุ่นแบบรวบตึง 4 เมือง ใน 5 วัน

Published by

on

เช้าตรู่วันนี้เราได้รับบทเรียนอย่างหนึ่งว่าสถานีรถไฟโซลนั้นเริ่มเปิดตอนตีสี่ ส่วนเรา 2 คนที่วางแผนดิบดีว่าจะได้ขึ้นรถไฟตอนตีสามครึ่งเพื่อไปให้ทันเช็คอินตอนตีสี่ครึ่งจึงต้องเปลี่ยนแผนนั่งแท็กซี่ไปแทน แท็กซี่ในช่วงเวลานั้นก็ไม่ได้หาง่าย เหมือนเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครไปไหนกัน ดังนั้นหากใครวางแผนไว้ว่าจะเดินทางแต่เช้าตรู่ ปรับแผนด่วน!

หลังจากที่มาถึงสนามบินโอซาก้าเราก็นั่งรถไฟต่อไปเกียวโตทันที โดยฝากกระเป๋าเดินทางไว้ที่ล็อกเกอร์ในสถานีรถไฟโอซาก้าเพราะว่าเราจะกลับมานอนที่โอซาก้าคืนนี้

นี่เป็นเกียวโตครั้งที่สองของเรา แต่เป็นครั้งแรกของเพื่อน จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่พาไปวัดน้ำใส โดยเฉพาะนี่คือช่วงที่ใบไม้แดงสวยมาก เราจึงเดินถ่ายรูปทุกมุมที่พอจะเป็นไปได้ เพราะนักท่องเที่ยวหนาแน่นมาก

หากใครเป็นสายดื่ม ที่สุดทางลงจากวัดจะมีร้านสาเกอยู่ตรงมุมก่อนออกไปเจอถนนหลัก ชื่อ Local SAKE and BEER Stand 336 เป็นร้านเล็กๆ ที่ถ้าหากมีเวลานั่งจิบก็จะดีมาก แต่พวกเรารีบอยากจะไปร้านชาเขียวที่เล็งไว้ ก็เลยจัดมาคนละแก้วแบบ take away อิอิ

พวกเราลงมาจากวัดก็เย็นพอสมควรแล้ว ประกอบกับยืนรอรถบัสสายที่มุ่งหน้าไปร้านชาเขียวก็ไม่มาซักที เราเลยตัดสินใจไปหามื้อเย็นกันแทน สุดท้ายก็เดินเข้าร้านนี้แบบสุ่มๆ เพราะหิวมาก ชั้นล่างเป็นร้านทงคัตสึ ส่วนชั้นบนจะเป็นร้านสุกี้ยากี้ชื่อ Chikarayama ที่บอกเลยว่าอร่อยมาก! อิ่มมาก! เค้าจะมีเมนูเป็นคอร์ส ทุกคอร์สเชฟจะมาปรุงให้ ก็จะการันตีได้ว่าทุกคำเราจะได้ลิ้มรสในแบบที่อร่อยที่สุดแน่นอน หากอยากดูแบบภาพเคลื่อนไหวเต็มๆ เข้าไปดูใน TikTok Solo Girl Out There ได้เลยนะคะ : >

วันนี้เป็นวัน USJ แต่อากาศขมุกขมัวเหมือนฝนจะตกตั้งแต่เริ่มวัน เรามาที่นี่อีกครั้งเพราะอยากมาดูโซน Super Nintendo World ให้หายข้องใจ ด้วยความเป็นโซนใหม่ล่าสุด นักท่องเที่ยวก็เยอะ แน่น และวุ่นวายเป็นธรรมดา รวมๆ ก็จอยน้อยหน่อย แต่ตัวเครื่องเล่นและใดๆ ต่างๆ ก็คือน่ารักตามมาตรฐานญี่ปุ่นอยู่แล้ว ไม่ผิดหวังจ้า ส่วนเพื่อนก็จอยมากกับโซน Harry Potter และยังเป็น comfort zone ของเราเสมอ ฮ่าๆๆ ซื้อของฉ่ำ ถ่ายรูปเล่นฉ่ำจนเย็น และเดินทางออกจากโอซาก้าเพื่อไปนอนที่นาโกย่าคืนนี้ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาทีด้วยรถไฟชินคันเซ็น 

มาถึงนาโกย่า ถ้าไม่กินข้าวหน้าปลาไหลย่างก็คงจะเสียดายแย่ มื้อเย็นเราจึงจองร้าน Sumiyaki Unafuji เป็นร้านที่หลายเว็บแนะนำและไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนัก พวกเราฝากกระเป๋าที่ล็อกเกอร์ในสถานีแล้วก็แว่บออกมา ตัวร้านอยู่ชั้น B1 ในอาคารสำนักงานที่ตอนพวกเราไปก็คือแทบไม่มีใครอยู่แล้ว เราก็เดินหลงกันจนเจอคุณพี่ใจดีเดินพามาส่ง ส่วนข้าวหน้าปลาไหลย่าง อร่อยมากไม่ผิดหวังค่ะ

เหตุผลเดียวที่ต้องมาแวะนอนที่นาโกย่าก็เพราะเราอยากไป Ghibli Park แค่นั้นเลย แม้ว่าระยะทางจะไม่ได้ใกล้ขนาดนั้นแต่ก็เป็นจุดที่สะดวกสุดแล้ว การเดินทางมีสองวิธีคือรถไฟกับรถบัส เราเลือกรถบัสเพราะใช้เวลาน้อยกว่าแม้ว่าราคาจะแพงกว่านิดหน่อย สถานีรถบัสอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนาโกย่า สามารถเดินได้เลย เค้าจะมีรถบัสสาย Nagoya-Ghibli Park โดยเฉพาะ สามารถเช็ครอบได้ที่นี่เลยค่ะ Meitetsu bus และเมื่อไปถึงสถานีรถบัสแล้วคุณจะรู้ได้ทันทีว่ามาถูกที่ละ เพราะเค้าจะมีลายกราฟิกของ Ghibli นำทางเราไปตลอดตั้งแต่บันไดเลื่อนจนถึงชานชาลาเลยค่ะ

ที่สถานีรถบัสหากใครจะฝากกระเป๋าในล็อกเกอร์ ถ้าโชคดีอาจจะพอได้ค่ะ แต่ถ้าโชคไม่ดีแบบเราก็คือต้องเดินกลับไปฝากที่สถานีรถไฟ เพราะที่นี่ล็อกเกอร์น้อยมาก ยิ่งช่องใหญ่ที่ใส่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้นั้น ขอให้ลืมไปเลย ดังนั้นให้ฝากไว้ที่สถานีรถไฟ ที่นั่นมีตู้เยอะพอสมควร แต่อาจจะหายากหน่อย ต้องถามเจ้าหน้าที่อีกทีนะคะ

ส่วนอันนี้จะเป็นตู้ล็อกเกอร์ที่ Ghibli Park บริเวณหน้าทางเข้าสวนนะคะ ซึ่งก็จะมีจำกัดเช่นกัน และตู้ที่ใส่กระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ได้ก็มีน้อยค่ะ ตามภาพ

หลังจากจัดแจงทุกสิ่งเข้าที่ เราก็นั่งรถชิวๆ มาถึง Ghibli Park ตอน 10 โมงเช้า แม้ว่าที่นี่อากาศจะเย็นแต่แดดแรงเหลือเกิน และสวนก็กว้างใหญ่เหลือเกิน ก่อนมาเราได้จองตั๋วเข้าโซนไว้ 2 โซน คือ Mononoke Village และ Dondoko Forest ซึ่งจะขอไม่บ่นเรื่องการจองนะคะ เพราะเดี๋ยวจะยาว ฮ่าๆ แต่รวมๆ คือต้องล็อกวันเวลาจองไว้ดีๆ และติดตามการอัปเดตเป็นระยะๆ

เมื่อมาถึง เราก็เดินไปตามจุดต่างๆ ในแผนที่ที่เค้าแจกมาให้ แล้วก็พบว่าต้องเดินไกลมากกกกกกกกจากจุดนึงไปอีกจุดนึง เนื่องจาก Ghibli Park นั้นเป็นการสร้างโซนเล็กๆ หยอดไว้ตามจุดต่างๆ ของ Expo 2005 Aichi Commemorative Park ซึ่งเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีทั้งสนามกีฬา สระน้ำขนาดใหญ่ สวนแบบต่างๆ มิวเซียม โรงน้ำชา สนามเบสบอล ใดๆ เยอะไปหมด ทำให้เราต้องเดินรอบสวน ซึ่งไม่ใกล้กันเลย จบวันคือขาเปลี้ย ตอนที่เราไปยังไม่มีรถบัสแมววิ่ง กว่าจะรอรถรางแต่ละรอบก็นานมาก ตอนนั้นเลยไม่มีตัวเลือกมากนัก สรุปจบของวันนี้คือ หากไม่ได้เลิฟ Ghibli มากสุดๆ ไม่ต้องมาก็ได้ เพราะลำบากทุกขั้นตอน แต่ถ้าชอบเดินมากๆ ชอบธรรมชาติมากๆ และไม่กลัวแดด ก็น่าจะจอยมากขึ้น เพราะอากาศดี วิวดี ธรรมชาติสวยค่ะ

โซน Mononoke Village ในโซนนี้จะมีจุดถ่ายรูป ร้านขายของที่ระลึกและตามภาพด้านล่างคือ Tatara-ba เป็นที่ให้เรามาทำ Gohei-mochi ย่าง เคลือบซอสวอลนัท (หรือรสอื่นแล้วแต่เลือก) จุดนี้หากอยากทำกิจกรรมก็เสียค่าใช้จ่าย 1200 เยน ได้โมจิ 1 แท่ง พร้อมซอสตามรสชาติที่เลือก 1 กระปุกค่ะ

โซน Dondoko Forest โซนนี้กินพื้นที่เยอะมาก เป็นจุดที่แสดงเรื่องราวของ My Neighbor Totoro ประกอบด้วย บ้านของ Satsuki และ Mei ที่ตีนเขาและเจ้าโตโตโร่ตัวใหญ่ยืนต้อนรับอยู่บนยอดเขา ซึ่งมีร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ ที่มีไอเทมพิเศษที่ไม่มีขายข้างล่างด้วยนะ ; >

อัปเดต ณ วันนี้ที่เขียนอยู่คือช่วงเดือนสิงหาคม 2024 เค้ามีโซนใหม่เปิดเพิ่มคือ Valley of Witches ที่จะเป็นโซนรวมเรื่องที่เกี่ยวกับพ่อมด แม่มด ได้แก่ Kiki’s Delivery Service, Howl’s Moving Castle และ Earwig and the Witch ประเภทของตั๋วก็มีการปรับใหม่ให้สามารถเข้าได้ทุกโซนได้มากขึ้น สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่หน้าเว็บ Ghibli Park

ช่วงที่เราไป (ธ.ค. 2023) วิวส่วนอื่นๆ ของสวนก็จะเป็นวิวของใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสี แดดแรง อากาศเย็น แต่เดินนานๆ ทั้งวันก็ร้อนอยู่ เตรียมรองเท้าและอุปกรณ์กันแดดมาด้วย พกขวดน้ำมาเองด้วยก็ดีค่ะ เพราะจุดขายน้ำมีน้อย และถ้าซื้ออาจต้องเอาขวดมาคืนที่ร้านด้วยค่ะ

จบปึ้งเย็นนี้นั่งบัสกลับเข้านาโกย่าต่อชินคันเซ็นไปโตเกียวค่ะ : >

หลังจากฝ่าภัยหนาวและตารางการเดินทางที่แน่นเอี้ยด พอมาถึงโตเกียวจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการย้วยและแพลนแบบหลวมมาก นัดเจอเพื่อน เดินเล่น กิน ชอปปิ้งตามเวลาที่อยากไป ไม่รีบร้อนและกดดันอีกต่อไป ฮ่าๆ ส่วนใหญ่ก็ไปที่เดิมๆ แล้วก็แวะไปดู Art Aquarium Museum ที่เค้าจัดแสดงปลาทองในรูปแบบศิลปะ เล่นไฟ เล่นรูปทรงของตู้กระจกแบบต่างๆ ก็แปลกตาดี แต่ก็ไม่รู้ว่าน้องปลาจะเวียนหัวหรือปวดตากับแสงสีที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลามั้ย แอบสงสารน้องอยู่เหมือนกัน ดูคลิปได้ที่นี่

สรุปทริปเกาหลี-ญี่ปุ่น เป็นการเดินทางที่ท้าทายไม่แพ้ไปยุโรปหลายประเทศติดกัน เพราะเราเองอยากได้ฟีลเที่ยวยาวๆ หลายๆ เมือง ถือว่าไม่ยากและคุ้มมากกับค่าตั๋วเครื่องบินซึ่งถูกกว่าไปแค่ญี่ปุ่นประเทศเดียว ที่จุกจิกหน่อยก็คงเรื่องเตรียมเอกสารและความกังวลว่า ตม.เกาหลีจะเล่นเรามั้ย แต่สุดท้ายก็ผ่านฉลุยไม่มีอุปสรรคใดๆ สำหรับเกาหลีครั้งแรก ก็ดีกว่าที่คิด อาหารร้านข้างทางอร่อยมากทุกร้าน เรื่องภาษาก็มีอุปสรรคบ้างเพราะเค้าไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ แต่ก็พอจะถูไถไปได้ การเดินทางหากมาเอง ก็เตรียมกล้ามเนื้อขาไว้ดีๆ เพราะส่วนใหญ่เป็นทางลาด ไม่ใช่ทางราบ อากาศหนาวโหดมาก แนะนำซื้อครีมทาผิวที่เกาหลีทา ดีที่สุดค่ะ …ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันนะคะ : >

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.