2023Fr_SOKNT: โซลครั้งแรก ก็จะเหมือนผู้ประสบภัยหน่อยๆ

Published by

on

พอถึงเวลาที่จะต้องวางแผนทริปยาวปลายปีก็จะคิดหนักเลยว่าจะไปไหนดี เพราะมันจะยากขึ้นทุกๆ ปี ปีนี้เลยลองไปใกล้ๆ ดูบ้าง ที่คนอื่นเค้าไปๆ กัน แต่เรายังไม่เคยไป อย่างเช่น เกาหลีใต้… ในช่วงเวลาที่ตัดสินใจอยู่นั้นก็แอบคิดว่า ไปเกาหลี 10 วัน มันจะนานไปมั้ยนะ มันจะมีที่ให้เที่ยวขนาดนั้นเลยหรอ ระหว่างที่ซูมเข้าซูมออก Google Maps ไปมาอยู่นั้น ก็เริ่มคิดว่าหรือเราจะข้ามไปญี่ปุ่นด้วยดี เพราะจากแผนที่ โซลก็อยู่ใกล้กับโอซาก้าอยู่นะ ก็เลยกำเนิดเป็นทริปลูกผสมที่บอกใครว่าไปไหน ทุกคนก็ตอบกลับมาว่ามึงบ้าป่ะ ฮ่าๆ พอกลับมาแล้วก็รู้สึกว่าบ้าจริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้นะคะ : )

อีกเหตุผลนึงที่อยากจะกระซิบบอกคือตอนนั้นราคาตั๋วไปกลับญี่ปุ่นค่อนข้างแพงเกินต้านมาก เราเองที่เคยเสียไม่ถึงหมื่นกับสายการบิน lowcost ก็รู้สึกทำใจไม่ได้ พอเกิดไอเดียนี้ เลยลองเช็คราคาตั๋ว BKK-INC + INC-KIX + NRT-BKK ปรากฏว่าถูกกว่าไปกลับญี่ปุ่นซะอีก (17,xxx) แถมได้เที่ยว 2 ประเทศ จังหวะนั้นไม่รอช้า รีบทักหาเพื่อนว่าสนมั้ย เพราะคิดว่าถ้าไปกับเพื่อนน่าจะสนุกกว่า และเพื่อนก็ตอบรับ จึงได้เพื่อนร่วมทริปมาอีกหนึ่ง 

หลังจากล่อลวงเพื่อนมาได้แล้ว ก็เริ่มวางแพลนกัน ซึ่งแพลนที่ออกมานี่แน่นมากกกกก เพราะนี่คือเกาหลีครั้งแรกของพวกเรา ส่วนญี่ปุ่นก็คือเป็นโซนคันไซครั้งแรกของเพื่อนบวกกับความอยากไปเก็บโซน Super Nintendo กับ Ghibli Park ก็เลยกลายเป็นทริปสู้ชีวิตมากๆ ฮ่าๆ เอาล่ะ ไปดูกันว่าโซลครั้งแรกของพวกเราจะเป็นไง

ช่วงเดือนกว่าๆ ก่อนเดินทาง ก็มีดราม่าเรื่อง ตม.เกาหลี รุมเร้าพวกเรามากเพราะติดตามสถานการณ์ตลอดว่ามีเคสแบบไหนที่เสี่ยงโดนส่งกลับบ้าง และแม้ว่าเราจะค่อนข้างแน่ใจว่าผ่านแน่ แต่เราก็เตรียมเอกสารรับรองทุกอย่าง ตั๋วไปกลับ แผนการเดินทางต่างๆ แบบกระดาษไปด้วย แต่พอถึงวันที่เราเดินทาง ก็ไม่มีเหตุขัดข้องอะไรเลย ตม.ปล่อยผ่านโดยไม่ถามและไม่ขอดูเอกสารใดๆ เพิ่มเติม ก็เลยเหมือนตัดความกังวลที่ใหญ่ที่สุดในทริปนี้ออกไปได้ และได้เที่ยวอย่างสบายใจ

พวกเราเลือกพักแถวนัมแดมุนซึ่งใกล้กับสถานีรถไฟโซลมากที่สุด แล้วก็มาค้นพบว่ามันไม่ได้ใกล้เหมือนกับในแผนที่ เพราะมันคั่นด้วยถนนหลายเลนประกอบกับสภาพภูมิประเทศเป็นเนินเขา ก็เลยไม่ได้ทำให้เดินทางง่ายอย่างที่คิด สุดท้ายก็ใช้บริการแท็กซี่ไปเลย โรงแรมที่เราเลือกพักตลอดการมาเที่ยวที่โซลคือ Hotel Manu Seoul ก็มีทั้งข้อดีและข้อด้อย ข้อดีคือ เงียบสงบดีในตอนกลางคืน แม้ว่าจะมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่ชั้นล่าง แต่ก็ไม่พลุกพล่านมาก ส่วนตอนเช้าก็สามารถเดินไปหาอะไรกินง่ายๆ แบบ Local ได้ที่ตลาดนัมแดมุน ก็จะเป็นร้านอาจุมม่าเก่าแก่ที่ไม่แพง แถมอร่อยมากๆ ได้ฟีลอาหารเกาหลีแท้ๆ เราชอบอาหารทุกร้านเลย ส่วนข้อด้อยก็คือความเงียบนี่แหละ ร้านสะดวกซื้อใดๆ แถวนี้ไม่มีเลย มืดสนิท ถ้ามาคนเดียวก็ไม่ค่อยแนะนำ

มื้อแรกที่เรากินก็เดินงงๆ เดาๆ เข้าไปในตลาด ซึ่งจริงๆ มีร้านอาหารไม่เยอะ และไม่ได้อยู่เป็นโซน ส่วนใหญ่จะขายเสื้อผ้าของใช้เป็นหลัก ด้วยความเหนื่อยจากการเดินทาง ก็เลยซัดสิ่งนี้ซะก่อนเลย จำชื่อไม่ได้ แต่มันคือเหมือนซุปเต้าเจี้ยวทะเล พร้อมเครื่องเคียง 5 อย่าง

หลังจากนั้นก็เดินสำรวจละแวกนั้น หาคาเฟ่นั่งฆ่าเวลาเพื่อรอเช็คอินโรงแรม ก็เลยเดินเดาๆ เข้าร้านนี้อีกเช่นกันเพราะร้านดูน่านั่งสุด พอเข้าไปก็รู้สึกแปลกๆ นิดนึงเพราะในบรรดาคนที่เข้าร้านนี้ทั้งหมดคือหญิงสูงวัยล้วน พอเริ่มเลือกเมนูเท่านั้นแหละ ถึงได้เข้าใจว่าทำไม เพราะร้านนี้เป็นคาเฟ่ชาพุทราเกาหลี หน้าตาแบบในรูป เราก็เขินๆ นิดหน่อยแต่ก็ถือว่าลองชิมครั้งนึงให้รู้

Cafe Mungchichi

พอจัดการกับห้องเสร็จเรียบร้อยก็เย็นพอดี พวกเราก็ไปหามื้อเย็นกินกันแถวฮงแด ชื่อร้าน Yeonhadong ร้านนี้เพื่อนหามา ซึ่งอร่อยมาก! เมนูเด็ดคือแซลมอนที่เอามาแทนเส้นอุด้ง ไก่ทอด และเราลองสั่งเครื่องดื่มแปลกๆ ดู อันนี้เป็น Earl grey ที่ผสมเหล้า แต่จำไม่ได้ละว่าอะไร อร่อยมากอีกเช่นกัน เลยขอแนะนำสิ่งนี้เพิ่มอีก 1 อย่างในลิสต์นะคะ แอบบอกว่าร้านนี้ค่อนข้างเล็ก และห้องน้ำไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะคะ

สถานที่ที่พลาดไม่ได้เมื่อมาเกาหลีก็คือ พระราชวัง Gyeongbokgung ก่อนออกเดินทางเราก็แวะกินข้าวร้านอาจุมม่าแถวตลาดนัมแดมุน เป็นร้านที่ขายซุปหลายๆ แบบ เรากับเพื่อนสั่งมาคนละอย่าง พร้อมกับน้ำข้าวที่เราเหลือบไปเห็นตอนเดินเข้าร้าน เลยขอลองซักหน่อย มันอร่อยแฮะ หวานๆ หอมๆ 

สิ่งที่พวกเราทำการบ้านมาเพียงอย่างเดียวคือจะเลือกใส่ชุดฮันบกสีอะไรดี ฮ่าๆ นอกนั้นคือไม่ได้หาข้อมูลอะไรมาเลย พวกเราเดินทางไปถึงลานด้านหน้าที่กว้างใหญ่มากกกก เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวในชุดฮันบกเดินไปมา เราก็เลยบอกว่าเดินตามนางไป เด๋วก็รู้ว่าร้านเช่าอยู่ไหนโดยไม่ต้องเสิชหา แล้วก็ใช่จริง ก็ไปเจอกลุ่มร้านเช่าชุดที่ก็อยู่อีกฟากถนนของวังนั่นแหละ เลือกได้ตามสไตล์ที่คุณชอบและจำนวนชั่วโมงที่ต้องการ เสร็จสรรพเราก็เดินถ่ายรูปฉ่ำตลอดทาง ประวัติศาสตร์อะไรใดๆ ไม่ได้อ่านเลย และน่าจะเดินไม่ครบด้วยเพราะมันกว้างและข้างในก็ซอยเป็น section ย่อยๆ เยอะจนงง พอครบชั่วโมงพวกเราก็เดินออกเอาชุดไปคืนและแปลงร่างกลับมาสู่ยุคปัจจุบันเหมือนเดิม

ช่วงที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคม ที่พยากรณ์อากาศบอกว่าเป็นช่วงที่อากาศเย็นสุดๆ เรากับเพื่อนเดินฝ่าภัยหนาวถ่ายรูปจนครบชั่วโมงที่เช่าชุดมา ภาพนี้ก็คือขี้เกียจถอดเสื้อโค้ทและถุงมือแล้ว แต่ก็เป็นลุคที่เข้ากับชุดฮันบกได้ดี : )

จากนั้นก็ไป Bukchon Hanok ที่นี่เป็นโซนหมู่บ้านโบราณที่กินพื้นที่พอสมควร มีนักท่องเที่ยวมาเดินถ่ายรูปตามถนน ซอย หน้าบ้านต่างๆ เยอะมากกกก ระหว่างทางก็จะมีร้านเช่าชุดฮันบกอยู่บ้างประปราย ใครที่อยากได้ฟีลก็มาหาเช่าที่นี่ได้ 

ในโซนนี้ก็มีร้านคาเฟ่ชื่อดัง Cafe Onion ที่มีนักท่องเที่ยวแวะไปเต็มร้าน บรรยากาศก็โอเค เหมาะสำหรับนั่งพักขา แล้วเราก็แวะไปเดินดูชอป Sulwhasoo สักเล็กน้อย แอบชอบอยู่นะ กลิ่นในร้านหอมแพงมาก ร้านสวยเนี้ยบและมีโซนให้นั่งเล่นนิดหน่อย

Sulwhasoo Bukchon Flagship Store

ปิดท้ายวันนี้ด้วยโซนเมียงดง ตลอดทั้งวันเราไม่ได้กินอะไรจริงจังเลยยกเว้นมื้อเช้า อาศัยกินจุบจิบระหว่างทางเอา มื้อเย็นก็เลยจัดปิ้งย่างไปเลย สบายพุง : )

เราเดินทางออกมานอกเมืองไกลหน่อยเพื่อมา Eunpyong Hanok ที่นี่ก็เป็นหมู่บ้านโบราณเช่นกันแต่ว่าเป็นการสร้างขึ้นมาใหม่ ที่นี่จะเดินง่ายกว่า Bukchon เพราะเป็นพื้นราบ ไม่ต้องเดินขึ้นเนินชันๆ มีที่ถ่ายรูปที่หลากหลายกว่า นักท่องเที่ยวน้อยกว่า และคาเฟ่ที่เค้าฮิตไปนั่งกันก็คือ Irin Iljan ที่อยู่ติดริมถนน สามารถนั่งชมวิวหมู่บ้านจากคาเฟ่นี้ได้เช่นกันค่ะ เราเดินเล่นและนั่งชิวอยู่ที่นี่ถึงช่วงบ่ายๆ เลย จากนั้นก็กลับเข้าใจกลางเมือง ไปเดินเล่น ชอปปิ้งแถวฮงแด และปิดท้ายมื้อเย็นด้วยร้านปูดองอาจุมม่า ทางเดินไปร้านอาจจะลึกลับนิดหน่อย แต่ว่าอร่อยจริง นอกจากปูดอง เราลองสั่งอย่างอื่นมาด้วย ไข่ตุ๋นดี แต่ผัดปลาอันนี้อาจไม่ใช่สัมผัสที่คนไทยคุ้นเคย เนื้อปลาจะแข็งๆ เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่อย่างอื่นดีมาก!

วันนี้เราตามรอยใน ตต มา มีคาเฟ่นึงที่มีวิวน้ำตกแบบอลังมากๆ ลองเสิชดูก็ไม่ไกลมากเลยลองตามมาดู เราออกมาแต่เช้ากะว่ามากินมื้อสายที่คาเฟ่นี้ แต่ด้วยความเป็นคนที่ต้องกินข้าวเช้า ระหว่างทางเดินไปคาเฟ่เจอร้านไก่ตุ๋นโสม ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูที่อยากลอง มองหน้ากับเพื่อนแล้วไม่มีใครลังเล เดินเข้าร้านไปทันที 

ในร้านก็มีหลายโต๊ะนั่งทานกันอยู่แล้วพอสมควร และเพิ่งมาสังเกตเมื่อลงนั่งแล้วสั่งอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วว่า คนที่นั่งกินในร้านส่วนใหญ่เป็นลุงๆ ทั้งสิ้น และพวกเราคือเด็กสุดในร้าน (อีกแล้ว ฮ่าๆๆ) แต่ก็ไม่สนใจ ก็อยากลองกิน เราสั่งไก่ตุ๋นมา 1 ตัว และเกี๊ยว 1 จาน อร่อยมาก อิ่มจุกไปเลยจ้า พิกัดร้าน

หลังจากนั้นก็เดินเลี้ยวหัวมุม ข้ามถนนมานิดเดียวก็เจอ Cafe Pokpo เลย ตอนที่เราไปเป็นช่วงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งอากาศหนาวโหดมาก ไม่สามารถนั่งดูวิวด้านนอกได้เลย เราเลยเลือกนั่งด้านในอุ่นๆ และชมวิวจากที่นั่งบาร์ริมกระจกแทน นอกจากนั้น บริเวณรอบๆ ก็ยังเดินเล่นดูธรรมชาติได้ มีทางเดินที่ทำไว้ให้เดินได้สบายๆ ค่ะ ถ่ายรูปเพลินเลย

ช่วงบ่ายๆ พวกเรานั่งรถข้ามแม่น้ำฮันเพื่อมาห้าง Hyundai Seoul ระหว่างทางเดินจากจุดที่ลงรถ พวกเราก็แวะไปแถวริมแม่น้ำฮัน จะมีสวนสาธารณะให้เดินเล่น บรรยากาศดีมากกกกก ถ้าไม่ติดว่าหนาวเกินไปก็จะนั่งนานๆ ซะหน่อย 

ห้าง Hyundai Seoul เท่าที่เดินสำรวจ หากใครชอบชอปปิ้งเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์เกาหลีที่คุณภาพดีแต่ราคาไม่แพงมาก ขอแนะนำให้มาเลยค่ะ เราเดินวนกะเพื่อนอยู่เป็นชั่วโมง คือมันเยอะมากและราคาดี 

ช่วงเย็นพวกเรามาปิดท้ายที่ Dongdaemun Design Plaza เพราะอยากได้มุมถ่ายรูปตอนกลางคืน พร้อมกับซื้อไก่ทอดกลับไปกินเป็นมื้อเย็นที่โรงแรม พร้อมกับเตรียมแพคกระเป๋าเพื่อเดินทางแต่เช้าตรู่ไปเช็คอินเพื่อบินไปโอซาก้าต่อ : >

Dongdaemun Design Plaza

Leave a comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.