2018Fr_Maldives

โดยปกติแล้วช่วงปลายเดือนธันวาคมเราจะใช้เวลาทำความสะอาดห้อง เก็บข้าวของเอาไปบริจาค แล้วก็นอนอืดดูรายการที่ดองๆ ไว้ไปเรื่อยๆ หรืออ่านหนังสือที่ยังอ่านไม่จบ แต่ช่วงปลายปี 2018 นี้มันมีเหตุให้มีทริปเยอะมากยาวไปถึงกลางปี 2019 และทริปนี้คือทริปสุดท้ายที่เรารับเข้ามาแทรกตรงช่วงเวลาสิ้นปีนี้พอดี ทริปดำน้ำที่มัลดีฟส์

Diving Maldives 1

การท่องเที่ยวช่วงสิ้นปีในความคิดของเราคือไม่เคยมีเลย เพราะคนเยอะ วุ่นวาย แย่งกันกิน เดินทาง นอน ซื้อของ แต่ที่มัลดีฟส์คือตอบโจทย์มากๆ หลังจากที่เช็คราคาตั๋ว AirAsia หลายๆ ช่วงเวลาแล้วก็เจอช้างเผือกเป็นตั๋วเดินทางไป-กลับช่วงกลางคืนของวันที่ 25 และ 31 ธันวาคม ที่ราคา 15,xxx บาท ช่างโชคดียิ่งนัก หลังจากจองตั๋วเสร็จสรรพก็ทำการหาข้อมูลว่าเราจะลงหลักปักฐานดำน้ำกันที่ไหนดี เราใช้เวลาหลายวันมากเพราะมีหลายปัจจัยทั้งโรงแรม Dive Center และที่สำคัญคือราคา สุดท้ายได้มาลงเอยที่ Boutique Beach ซึ่งมีครบทุกอย่างที่เราต้องการ ดีแค่ไหน…จะเล่าให้ฟังจ้า

Turtle Maldives 2

จุดหมายในการดำน้ำของเราครั้งนี้อยู่บริเวณ South Ari Atoll และที่พักของเราอยู่ที่เกาะ Dhigurah การเดินทางทำได้ 2 วิธี คือ

  1. เที่ยวบินภายในประเทศ โดยสายการบิน FlyMe ไปยังเกาะ Maamigili ใช้เวลา 30 นาที และต่อด้วย Speed boat อีก 15 นาที (One Way 150 USD, Return 295 USD)
  2. ทางเรือ โดย Speed boat จาก Male – Dhigurah ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง (One Way 70 USD, Return 140 USD)

ทางโรงแรมได้เสนอให้ตอนขาไปเดินทางด้วยข้อ 1 และขากลับด้วยข้อ 2 ด้วยปัจจัยเรื่องเวลาและประหยัดกว่า โดยที่ทางโรงแรมจะเป็นคนจัดการจองให้ทุกอย่าง แต่ถ้าชีวิตเลือกได้ แนะนำให้เลือกข้อ 1 ทั้งไปและกลับ เพราะการนั่ง speed boat ฝ่าคลื่นเป็นเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งนั้นทรมานมาก ขนาดเราเองที่เป็นคนไม่เมาเรือยังคิดว่าเกือบได้ให้อาหารปลากลางทะเลแล้วแน่ๆ

การจองทริปดำน้ำที่มัลดีฟส์จะคล้ายๆ กับที่โคโมโดที่เราไปมาคือ เราจะไม่รู้ล่วงหน้าว่าแต่ละวันเราจะได้ไปดำที่จุดไหน ต้องขึ้นอยู่กับอากาศและคลื่นลมในวันนั้น และแพคเกจโดยปกติจะมีแค่ 2 ไดฟ์/วัน ในช่วงเช้า แต่เราขอเพิ่มเป็น 3 ไดฟ์/วัน เพราะคิดว่ามามัลดีฟส์ทั้งทีก็อยากไปให้คุ้ม สรุปแล้วลงดำน้ำ 3 วันๆ ละ 3 ไดฟ์

Diving Maldives 2

สำหรับการดำน้ำกับ BB Dive ค่อนข้างให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาก ในไดฟ์แรกที่ลงจะเป็น Check Dive เหมือนเป็นการทวนทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในไดฟ์นี้ แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นการดำปกติ มี 1 dive master ต่อ 2 divers ในเรือ 1 ลำมีนักดำน้ำไม่เกิน 10 คน เมื่อจบ 2 ไดฟ์แรกก็จะกลับมาทานกลางวันที่โรงแรม (เพราะส่วนใหญ่เค้าดำกันแค่ 2 ไดฟ์) แล้วเรากับเพื่อนก็จะออกเรืออีกครั้งในตอนบ่ายกัน 3 คนรวม dive master รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวสุดๆ ฮ่าๆ บนเรือก็สะอาดและบริการดีมากกกก ขนม น้ำ ชา กาแฟ ไม่ต้องหยิบเอง เดินมาเสิร์ฟถึงที่เลย ผ้าเช็ดตัวสะอาดไม่เหม็นอับ ชุดเวทสูทกับฟินที่เราเอาไปเองเค้าทำความสะอาดและผึ่งแห้งให้หลังจบไดฟ์สุดท้าย (ที่อื่นพอจบไดฟ์สุดท้ายก็ต้องเก็บกลับมาทำความสะอาดเอง) และเอามาส่งให้ที่โรงแรมอีกด้วย

Diving Maldives 3

เท่าที่ดำดูมาสามวัน ใต้ทะเลบริเวณมัลดีฟส์จะโดดเด่นเรื่องสัตว์ใหญ่ที่ใครๆ ก็อยากเห็นกัน ทั้งฉลามวาฬ ปลากระเบน และฉลาม ส่วนปะการังอ่อนและแข็งในทะเลไทยสีสวยกว่า และเราก็โชคดีมากในวันสุดท้ายของการดำน้ำ เราได้เจอฉลามวาฬถึง 3 รอบ! โดยที่สองวันก่อนหน้าไม่มีวี่แววว่าจะได้เจอ รวมทั้ง Manta Ray ฝูงโลมา และเหล่า baby shark อีกหลายตัว วันสุดท้ายจึงเหนื่อยหน่อยเพราะพอเจอฉลามวาฬทีนึง เราก็ต้องคว้าฟิน mask snokel และกล้อง พร้อมกระโดดลงน้ำและว่ายตามมันให้ทันทันที แต่ถึงจะเหนื่อยก็สนุกและมีความสุขมากกกกก

สุดท้าย ขอรีวิวโรงแรม Boutique Beach ว่าดีมากกกกในทุกเรื่อง เจ้าของเป็นกันเองมากๆ เป็นห่วงทุกคนว่าได้เจอ Whaleshark รึยัง (คุณเจ้าของเป็นนักดำน้ำด้วย) หรือเด็กๆ ที่ไปเรียนดำน้ำวันนี้เค้าชอบมั้ย เป็นต้น อาหารการกินก็เต็มที่ เราชอบน้ำผลไม้สดที่เค้าจะเสิร์ฟทุกมื้อไม่ซ้ำกัน ทุกมื้อเราก็จะลุ้นว่ามื้อนี้จะได้กินน้ำอะไร และก่อนกลับก็มีคุ้กกี้ใส่ถุงผ้าให้ไปกินระหว่างนั่งเรืออีกด้วย น่ารักมากกกกก

Processed with VSCO with hb2 preset


ภาพมัลดีฟส์ในหัวของใครหลายคนอาจจะเป็นภาพของรีสอร์ตที่เรียงตัวขนานไปกับหาดทรายสีขาวทอดยาวไปในทะเลสีฟ้าสดใส แต่สำหรับเรามันคือผู้คนบนเกาะ Dhigurah แห่งนี้ มิตรภาพ ความสงบ และรอยยิ้มที่จริงใจ เราจึงกลับมาพร้อมความรู้สึกดีๆ เต็มไปหมด และต้องขอบคุณเพื่อนร่วมทริปที่เป็นต้นกำเนิดการเดินทางครั้งนี้ ทำให้ช่วงส่งท้ายปีนี้มันดีมากๆ เลย : )